วันเสาร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

หลัก 9 ข้อในการเทรด Divergence

การเทรดโดยใช้หลักการดู Divergence เป็นวิธีการเทรดอีกอย่างหนึ่งซึ่งสามารถทำกำไรได้เป็นกอรปเป็นกำในแต่ละครั้งที่คุณพบเจอ เพราะนั่นจะหมายถึงการเปลี่ยนเทรน และ Divergence ก็เป็นสัญญาณเตือนคุณได้อย่างดีว่า เทรนกับลังจะเปลี่ยนไป
เครื่องมือส่วนใหญ่ที่เราจะใช้ในการดู Divergence ก็จะเป็นพวก Oscillator ต่างๆ และที่นิยมใช้กันมากในการดู Divergence ได้แก่ MACD , Stochastic และ RSI เป็นต้น แต่ก่อนอื่นเราลองมาดูหลักในการดู Divergence กันก่อนว่ามีอะไรบ้าง เพื่อที่จะช่วยให้เราไม่พลาดในการเลือกหาจุดเข้าทำกำไร
1. ต้องแน่ใจว่าคุณเห็น Divergence จริงๆ ซึ่งถ้ามี Divergence ราคามักจะมีรูปแบบดังต่อไปนี้ คือ
  • >> ระดับสวิงไฮของราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นกว่าสวิงไฮก่อนหน้า (Higher High :HH)
  • >> ระดับสวิงโลว์ของราคาที่ปรับตัวต่ำกว่าสวิงโลว์ก่อนหน้า (Lower low :LL)
  • >> Double top
  • >> Double  bottom
อย่าเพิ่งมองที่ Indicator จนกว่าคุณจะเห็นว่าราคามีลักษณะดังที่กล่าวมาอย่างน้อยหนึ่งอย่าง และถ้าไม่มีลักษณะดังกล่าวมาเลยแล้ว ก็หมายความว่าไม่มีการเกิด Divergence ดังนั้น อย่าคิดเอาเองว่าเกิด Divergence ถ้าไม่เห็นลักษณะของราคาดังกล่าว

 หลัก 9 ข้อในการเทรด Divergence

2. ให้ลากเส้นระหว่างจุดสูงสุด และ จุดต่ำสุด และหลังจากที่คุณเห็นลักษณะบางอย่างของราคาล่าสุดแล้ว ตอนนี้คุณเห็นแค่ลักษณะ 1 อย่างของ สี่อย่างต่อไปนี่คือ  จุดสูงสุดใหม่ที่สูงกว่าจุดสูงสุดเดิม (Higher high), จุดสูงสุดใหม่เท่ากับจุดสูงสุดเดิม (Flat high), จุดต่ำสุดใหม่ต่ำกว่าจุดต่ำสุดเดิม (Lower low), จุดต่ำสุดใหม่เท่ากับจุดต่ำสุดเดิม (Flat low)
ที่นี้ก็ลากเส้นจากจุดสูงสุดในปัจจุบันไปหาจุดสูงสุดก่อนหน้า และอีกกรณีก็คือลากจากจุดต่ำสุดในปัจจุบัน กลับไปหาจุดต่ำสุดก่อนหน้า ซึ่งมันจะต้องเป็นสวิงที่สำคัญต่อเนื่องกัน และถ้าคุณเห็นว่าระดับความเหลื่อมล้ำของทั้งสองจุดมีน้อยมากก็ไม่ต้องไปสนใจมัน ลืมไปได้เลย

3. ถ้าเห็นสวิงมีระดับที่เหลือมล้ำกันมากๆ ลากเส้นระวห่างสวิงไฮหรือสวิงโลว์  เมื่อคุณเห็นว่าสวิงไฮ 2 สวิงล่าสุดมีระดับที่เหลื่อมล้ำกันมากๆ ก็ให้คุณลากเส้นระหว่างสวิงทั้งสอง และในกรณีที่เป็นสวิงโลว์สองสวิง ก็ให้ลากเส้นเชื่อมต่อระหว่างสองสวิงนั้นเช่นกัน
อย่าพยายามลากเส้นที่ระดับต่ำสุดหากคุณเห็นว่า สวิงไฮได้ทำจุดสูงสุดใหม่ 2 รอบ (Higher high) เพราะนั่นมันจะหมายถึงว่าราคายังอยู่ในเทรนขาขึ้น

 หลัก 9 ข้อในการเทรด Divergence

4. เปรียบเทียบระหว่างราคาและ Indicator เมื่อคุณลากเส้นเชื่อมต่อระหว่างสองจุดของสวิงไฮ หรือสวิงโลว์แล้ว ตอนนี้ก็มาดูที่ Indicator และเปรียบเทียบกับการเคลื่อนไหวของราคา ไม่ว่าเราจะใช้ Indicator ชนิดไหนก็ตาม จำไว้ว่าเรากำลังเปรียบเทียบยอดสวิงไฮ และสวิงโลว์ของ Indicator ดับราคา

 หลัก 9 ข้อในการเทรด Divergence

5. ถ้าคุณลากจุดระหว่างจุดเชื่อมต่อระหว่างสวิงไฮสองจุดของราคาแล้ว คุณก็ต้องลากเส้นที่จุดสูงสุดสองจุดของ Indicator ด้วย และทำเช่นเดียวกันในกรณีที่เป็นสวิงโลว์ ถ้าคุณลากเส้นเชื่อมต่อระหว่างสองสุดของสวิงโลว์แล้ว คุณก็ต้องลากเส้นเชื่อมต่อระหว่างสองจุดต่ำสุดใน Indicator ด้วย

หลัก 9 ข้อในการเทรด Divergence
6. เมื่อเทียบในแนวตั้ง ตรงจุดสูงสุดหรือต่ำสุดที่คุณระบุใน Indicator ต้องเป็นแนวเดียวกันกับที่คุณระบุราคา

 หลัก 9 ข้อในการเทรด Divergence

7. ดูที่ความลาดชัน เพราะ Divergence จะเกิดขึ้นต้องมีความขัดแย้ง หรือมีความลาดชันที่แตกต่างกันของเส้นที่เชื่อมระหว่างจุดสูงสุด หรือ ต่ำสุดสองจุด ใน Indicator และเส้นที่เชื่อมระหว่างสวิงไฮหรือสวิงโลว์ของราคา และความลาดชันจะต้องเป็นอย่างได้อย่างหนึ่ง ระหว่าง เอียงขึ้น (Ascending (rising) เอียงลง(Descending (falling)  หรือเป็นเส้นราบขนานกับพื้น (Flat)

หลัก 9 ข้อในการเทรด Divergence


8. ถ้าคุณตกรถแล้วก็ไม่ต้องรีบ เมื่อคุณเห็นว่า Divergence ได้เกิดขึ้นแล้ว ราคาก็กลับตัวไปได้ซักระยะหนึ่งแล้ว ก็ควรจะเป็นช่วงที่น่าจะพิจารณาว่าจะปิดทำกำไร และถ้าคุณพลาดไม่ได้เข้าตั้งแต่ที่แรก คุณก็พลาดโอกาสไปแล้วและไม่ควรรีบร้อนเปิดออเดอร์ในตอนนี้ แต่คุณควรรอให้ราคาฟอร์มตัวทำสวิงไฮหรือสวิงโลว์ใหม่ และค่อยมองหา Divergence ในครั้งต่อไป

หลัก 9 ข้อในการเทรด Divergence

9. สัญญาณ Divergence ในกรอบราคาใหญ่ๆจะมีแนวโน้มที่แน่นอนมากกว่าในกรอบเวลาที่เล็กกว่า ให้สัญญาณที่ผิดพลาดน้อยกว่า เทรดเดอร์ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยสนใจตรงนี้ แต่ถ้าเราใส่ใจกับมันซักหน่อยก็อาจทำให้เราได้เปรียบในการทำกำไรมากขึ้น
Divergence ในกรอบเวลาที่เล็กกว่าจะเกิดขึ้นบ่อยกว่าแต่มีความน่าเชื่อถือน้อยกว่า เทรดเดอร์บางคนอาจจะมองหา Divergence ใน กรอบเวลาอย่าง 15 นาทีหรือน้อยกว่านั้น แต่มันจะมีสัญญาณรบกวนที่มากเกินไป เราจึงขอแนะนำให้มองเฉพาะ Divergence ในกรอบราคา 1 ชั่วโมงขึ้นไป



Credit:http://www.thaiforexschool.com

4 ความผิดพลาดซ้ำซากในการเทรด


ข้อที่ 1: เทรดโดยไม่มีหลักการ
“ถ้าคุณไม่เข้าใจว่าทำไมคุณถึงซื้อหุ้นตัวนั้น คุณก็จะไม่รู้ว่าควรขายมันตอนไหน ซึ่งนั่นมักจะทำให้คุณขายหุ้นทิ้งตอนที่ราคาของมันทำให้คุณกลัว ทั้งๆที่โดยส่วนมากแล้ว เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณกลัวราคาหุ้นในขณะนั้น มันคือโอกาสซื้อ ไม่ใช่จุดบ่งชี้ว่าคุณควรขายมันทิ้ง”
– Martin Taylor –
ถ้าคุณไม่มีจุดยืน คุณก็ไม่มีแก่นหรือสิ่งใดให้ยึดถือปฏิบัติ ถ้าคุณไม่มีเป้าหมายว่าจะไปที่ใด คุณก็ไม่มีวันไปถึงจุดหมาย… จงกำหนดหลักการ วางแผนการลงทุน และทำตามแผนที่คุณวางไว้เสมอ เพราะถ้าคุณไม่มีแผนการของตนเอง คุณก็จะต้องตกอยู่ในแผนการของคนอื่น

ข้อที่ 2: เข้าซื้อหุ้นไม้ใหญ่เกินไป (Trading too big)
“นักลงทุนมักจะให้ความสำคัญเกือบทั้งหมดไปที่จุดเข้าซื้อ (entry price) ทั้งๆที่โดยส่วนมากแล้ว ขนาดของ lot  (entry size ) ในแต่ละครั้งมีความสำคัญกว่าจุดเข้าซื้อ เพราะหาก entry size แต่ละครั้งใหญ่มากเกินไป เวลาที่ราคาปรับตัวลงอย่างไม่มีนัยสำคัญ มันก็มักจะทำให้คุณกลัวและอกออเดอร์ก่อนทั้งที่ยังมีแนวโน้มดีนั้นทิ้งไป ดังนั้น ยิ่งขนาดของ lotใหญ่มากไปเท่าไร ความกลัวจะเข้ามาครอบงำการตัดสินใจของคุณ แทนที่จะตัดสินใจจากแผนการและประสบการณ์ที่พิจารณาอย่างดีแล้ว”
– Steve Clark –
การเทรดครั้งเดียวใน lot ที่ถือว่ามีสัดส่วนที่เยอะของพอร์ต จะทำให้คุณขายหมูเพราะความกลัวของคุณ ไม่ใช่เพราะระบบลงทุนของคุณบอกให้ขาย ดังนั้น ก่อนที่จะเทรด คุณควรกำหนดจำนวนเงินที่คุณสามารถยอมรับขาดทุนได้ให้อยู่ในระดับที่ไม่เสี่ยงมากไป ตัวอย่างเช่น เงินในพอร์ตมี 1000$ คุณยอมรับขาดทุนได้ 200$/ครั้ง โดยที่จุดตัดขาดทุนของคุณคือ เมื่อราคาทะลุแนวต้านล่าสุดของเมื่อวานไป

ข้อที่ 3: ซื้อขายมากเกินไป (Overtrading)
การที่เราจะเทรดบ่อยขนาดไหนนั้นขึ้นอยู่กับแนวทางการลงทุนของเรา แต่ไม่ว่าคุณจะใช้แนวทางลงทุนแบบไหนก็ตาม การซื้อขายน้อยครั้งย่อมดีกว่าเสมอ (less is more) อย่าเพิ่งเข้าใจผมผิดไป เพราะไม่ว่าคุณจะทำการบ้านหรือเตรียมตัวมาอย่างดีแค่ไหนก็ตาม แต่กราฟนั้นก็มักจะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันอยู่บ่อยๆ ดังนั้น คุณควรจะมีไอเดียหรือกราฟที่จะเลือกลงทุนมากกว่า 1 ตัวอยู่เสมอ แต่การที่คุณซื้อๆขายๆในค่าเงินทุกตัวที่เกิดสัญญาณ ทำให้เงินลงทุนและพลังงานของคุณถูกกระจายออกไปในกราฟหลายตัวมากจนเกินไปนั้น คงไม่ใช่การตัดสินใจที่ฉลาดนัก
คุณควรยึดมั่นอยู่กับสิ่งที่คุณรู้และเข้าใจ เลือกใช้วิธีการที่คุณทำแล้วได้ผล อย่าหลงไปตามกระแสข่าวลือหรือการลงทุนที่คุณไม่ได้เปรียบ และหลีกเลี่ยงการลงทุนใดๆก็ตามที่คุณไม่ได้มีความเข้าใจในสิ่งนั้นเลยแม้แต่น้อย
“ในบางครั้ง การเทรดที่ดีที่สุดก็คือ การไม่เทรดเลย และตั้งมั่นอยู่ระบบที่เราถือ” ผมรู้ดีว่าในช่วงตลาดกระทิงดุนั้น มันมีสิ่งที่เย้ายวนใจมากที่จะทำให้คุณเทรดบ่อยครั้ง เมื่อกราฟเกือบทุกตัวขึ้นไปทะลุ High เดิม คุณรู้สึกเหมือนเด็กที่อยู่ในร้านขนมหวานแล้วไม่รู้จะเลือกหยิบขนมชิ้นไหนดี จงเลือกกราฟเพียงไม่กี่ตัวในจังหวะเวลาที่เหมาะสม อย่าพยายามที่จะไล่เทรดทุกตัว เพราะคุณไม่สามารถทำได้ (ยกเว้นว่าคุณเป็นคอมพิวเตอร์!!!)
เบื้องหลังของความผิดพลาดในข้อที่ 2 และ ข้อที่ 3 มักจะเกิดจากความมั่นใจที่มากเกินไปถึงแม้้ว่าความมั่นใจนั้นเป็นสิ่งสำคัญในการทำตามแผนและระบบลงทุนของคุณ แต่ถ้ามีความมั่นใจที่มากเกินพอดี (Overconfidence) มันจะก่อให้เกิดผลเสีย เพราะความมั่นใจที่มากเกินไปนั้น เป็น 1 ในเหตุผลสำคัญที่ว่า ทำไมนักลงทุนและนักเก็งกำไรที่มีประสบการณ์จึงยังสามารถขาดทุนได้
เมื่อไรก็ตามที่คุณรู้สึกว่า ความสำเร็จของคุณในตลาดมาจากการที่คุณเป็นอัจฉริยะ ไม่ได้มาจากความคิดที่รอบคอบและไตร่ตรองอย่างระมัดระวังในการลงทุน ก็เท่ากับว่าคุณใกล้ถึงเวลาที่จะขาดทุนแล้ว

ข้อที่ 4: เฝ้าดูกราฟมากเกินไป (Watching your stocks too closely)
“การเฝ้ามองกราฟบนหน้าจอทั้งวันนั้น ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆและเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ผมเชื่อว่าการเฝ้าดูทุกคำสั่งซื้อขายจะทำให้คุณขายหมูก่อนเวลาอันควร และ มักทำให้คุณ buy ในราคาที่สูงเกินไปหรือ sell ในราคาที่ต่ำเกินไปของวันนั้น รวมถึงทำการ Overtrading ผมแนะนำว่าควรหลีกเลี่ยงการเฝ้ามองกราฟตลอดเวลา และหันไปทำสิ่งอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการลงทุนและต่อตัวของคุณเองในช่วงเวลาซื้อขาย เพื่อหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดเหล่านั้น”
- Steve Clark –
 “หากคุณใช้เวลาอยู่ในร้านตัดผมสักพักหนึ่ง ไม่ช้าก็เร็วคุณจะคิดว่าคุณต้องตัดผม ทั้งๆที่คุณหัวล้าน”
– Warren Buffett –
 การเฝ้ามองกราฟอย่างใกล้ชิดจะทำให้เกิดผลเสียต่อผลตอบแทนของคุณ เมื่อคุณเข้าเข้าเทรดแล้ว คุณไม่ควรซื้อขายเพียงเพราะเห็นคำสั่งซื้อขายเล็กๆน้อยๆที่สวนทางกับ Position ของคุณ การเฝ้ามองกราฟมากเกินไปนั้น ก็เปรียบเหมือนคุณนั่งอยู่ในร้านเบเกอรี่แสนอร่อยขณะที่คุณกำลังลดความอ้วน ดังนั้น คุณควรหาสิ่งอื่นทำแทนที่จะนั่งเฝ้าดูกราฟทั้งวัน อย่างเช่นการอ่านหนังสือ ออกกำลังกาย หรือ อะไรก็ตามที่ทำให้ไม่ต้องยุ่งกับการดูราคาหุ้นระหว่างวันมากเกินไป หากคุณยังสงสัยอยู่ว่า ก็ผมเป็นเทรดเดอร์แล้วจะไม่ให้เฝ้าหน้าจอได้อย่างไร? ผมขอทิ้งท้ายไว้ด้วยคำคมของ โซรอส นะครับ ลองเอาไปเปรียบเทียบกับการเทรดดู
“ถ้าคุณออกไปทำงานทุกวัน เพียงเพราะคิดว่าคุณต้องทำอะไรซักอย่าง ผลก็คือ มันทำให้คุณมักจะทำสิ่งที่ไม่มีประโยชน์อะไรเพื่อไม่ให้เบื่อไปวันๆ ซึ่งผมคิดว่าคุณควรจะอยู่เฉยๆดีกว่า ปกติแล้วผมจะไปทำงานเฉพาะเวลาที่มีงานให้ทำ ในเวลาที่มันควรค่าแก่การทำจริงๆ ผลก็คือ ผมเรียนรู้ที่จะสามารถแยกแยะได้ว่า วันไหนที่มีงานสำคัญกว่าวันอื่นๆ และรู้ว่าเวลาไหนที่ควรมุ่งมั่นกับงานเป็นพิเศษ”


Credit:http://www.thaiforexschool.com

หลัก 4 ประการสู่ความสำเร็จในการลงทุน



ปัจจัยหลักๆที่สำคัญในการลงทุนในมุมมอง ของผม (i_sarut ผู้เขียนบทความ) ก็คือ หลักการ, ความรู้, EQ และ ประสบการณ์ ผมว่าปัจจัย 4 อันนี้มีความสำคัญเท่าๆกันหมด จะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้ (แต่สามารถมีมากกว่า 4 อย่างได้) ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จในการลงทุน เราต้องมีองค์ประกอบเหล่านี้ และต้องพัฒนาไปทุกๆด้านครับ

ข้อที่ 1: หลักการ (Principle)
อยู่ที่ว่าคุณเทรดแนวไหน ก็ให้นำหลักการของสายนั้นมาใช้ ดูกราฟก็เชื่อกราฟ (Technical Analysis) ดูพื้นฐานก็เชื่อพื้นฐานครับ (Fundamental Analysis) หรือจะเป็นแนวผสมก็ได้ ผมสังเกตว่าเดี๋ยวนี้คนเล่นแนวผสมมีเยอะมากครับ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดหรือประหลาดอะไร ใครถนัดใช้เครื่องมืออะไรก็ใช้ไปครับ แต่ขอให้คุณลงทุนอย่างมีความสุข และได้กำไรก็เพียงพอแล้วครับ ที่สำคัญคืออย่าขาดทุนนะครับ
          ผมชอบประโยคนึงของพี่คลายเครียด ที่เขียนไว้ในหนังสือ VSOP ว่า “ถ้า เราใช้หลักการไหนแล้วยังได้เงินได้กำไรอยู่เรื่อยๆ ก็ให้ใช้หลักการนั้นต่อไป แต่ถ้าใช้แล้วไม่ได้เงินก็ให้ลองเปลี่ยนแนวดู จนกว่าจะเจอแนวทางที่ลงตัว” แต่ทั้งนี้ ทุกคนควรจะมีหลักการลงทุนเป็นของตัวเองนะครับ สไตล์ใครสไตล์มัน ซึ่งของแบบนี้ผมว่าเลียนแบบกันไม่ได้ เมื่อถึงจุดนึงผมเชื่อว่า ทุกคนจะมีแนวทางการลงทุนเป็นของตัวเองครับ ถึงแม้จะยึดหลักการเดียวกันก็ตาม

ข้อที่ 2: ความรู้ (Knowledge)
เมื่อมีหลักการแล้ว ก็ต้องมีความรู้จริงในหลักการที่เราใช้นะครับ หรือ เข้าถึงแก่นแท้ของหลักการนั่นเอง บางคนรู้อย่างผิดๆ ใช้อย่างผิดทาง พอขาดทุนก็มาโทษหลักการซะงั้นรวมไปถึงมีความรู้รอบตัว และควรจะรู้เรื่องธุรกิจ-เศรษฐกิจ, เศรษฐศาสตร์ เอาไว้บ้าง เพราะเราจะสามารถนำความรู้เหล่านี้มาประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ต่างๆได้ครับ เพราะในตลาดมักเกิดสถานการณ์พิเศษที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อนอยู่เสมอๆ

ข้อที่ 3: Emotional Quotient (EQ) จิตใจต้องหนักแน่น มั่นคงในหลักการที่เราเลือกใช้(ถ้าไม่เชื่อในหลักการ แล้วเราจะเลือกใช้ไปทำไม) นอกจากนั้น สิ่งสำคัญคือ คุณต้องไม่หวั่นไหวไปตามกระแสฝูงชน(ไม่แห่ตามโดยไม่มีเหตุผล) มีความคิดที่เป็นอิสระ และเป็นตัวของตัวเองครับนักลงทุนหลายๆท่านที่ประสบความสำเร็จ ก็เพราะมี EQ ที่สุดยอดนี่ละครับ

ข้อที่ 4: ประสบการณ์ (Experience)
ยิ่งลงทุนนาน ประสบการณ์ก็ยิ่งมากตามครับ เริ่มลงทุนก่อน เริ่มลงทุนเร็ว ได้เปรียบเห็นๆครับข้อนี้ ผมว่าเรื่องจำนวนเงินเริ่มต้นไม่สำคัญเท่าประสบการณ์นะครับ หลายคนมีความเชื่อว่าการลงทุนต้องใช้เงินในจำนวณที่มาก ๆแต่ Forex สามารถให้เราเริ่มรู้จักการลงทุนได้ด้วยเงินเริ่มต้นเพียง 1$ (บางโบรกเกอร์) หากเทียบกันที่จำนวนเงินแล้วแน่นอนว่าเงินน้อยกว่าจะปั่นขึ้นมาได้นั่นเป็น ไปได้ยากและเหนื่อยกว่าเงินก้อนโตแต่ทั้งเงินก้อนเล็กและก้อนโตก็สามารถสอน เราได้ถึงหลักการเทรดเหมือนกันหากเรามองเป็น % เหตุผลที่คนกลัวการลงทุนเพราะคนส่วนใหญ่จะคิดกำไรเป็นตัวเงิน ไม่ได้คิดผลตอบแทนเป็น % คิดแต่จะเอาเงินอย่างเดียวโดยไม่ต้องศึกษาซึ่งมันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ เวลาผ่านไปซัก 5 – 10 ปี ถ้าเราลงทุนอย่างถูกวิธี มีหลักการที่ดี ก็ควรจะได้เงินมามากพอสมควร(ตามผลตอบแทนที่ทำได้) และจังหวะนั้นละครับเราค่อยนำเงินก้อนโตมาลงทุนเพื่อปักหลักสร้างฐานกับการ ลงทุนให้ได้อย่างที่ปราถนาไว้ เพราะฉะนั้น อย่าอ้าง!!! ครับว่าไม่มีเงินมาลงทุน แค่ 500 บาทก็เทรดได้แล้วครับสมัยนี้

หากผู้อ่านคิดว่าอยากจะเพิ่มข้อ 5 ข้อ 6 ตามที่ตัวเองเห็นสมควรก็ได้นะครับเพียงแต่ว่า 4 ข้อนี้เป็นพื้นฐานของการเทรดอยู่แล้ว ขอเพียงมี 4 ข้อนี้และพัฒนามันไปเรื่อย ๆ ผมมั่นใจว่าอนาคตเทรดเดอร์ที่ดีคนหนึ่งคงหนีไม่พ้นคุณเป็นแน่ครับ

เทรดมานานแล้วแต่ทำไม่ไม่รวย?

จากบทความวันนี้นะครับ เป็นบทความน่าสนใจอีกบทความหนึ่ง ผมเห็นมีคนกล่าวใน Facbook ซึ่งทำให้ผมนึกสะท้อนในวงการเทรด forex วิธีไหนกันนะที่เราจะประสบความสำเร็จในการเทรดค่าเงินให้รวยได้หรือ ทำกำไรตลาดนี้ได้เป็นระยะนานๆ ลองมาดูข้อความด้านล่างนี้กันนะครับ 

"ผมเชื่อว่าเทรดเดอร์ที่เทรดมานานๆเเล้วโดนตลาดทำร้ายเเล้วเเต่ไม่ยอมเเพ้ นานๆเข้าทุกคนก็จะเป็นเหมือนกันคือ ตกผลึก มีระบบเป็นของตัวเอง การอยู่ในตลาดมานานไม่มีใครหรอกที่จะไม่เก่ง ถ้าไม่เก่งนี่จะเเปลกเอามากๆ หลายคนมีระบบที่เเม่นยำถึง90เปอเซนด้วยกันทั้งนั้น บางคนใน1เดือนเข้าเทรด 50ครั้ง เทรดชนะถึง45ครั้ง เเต่ทำไมเราถึงยังไม่รวย ? คำตอบคือเพราะเราเป็นฝ่ายหยิบยื่นความน่าจะเป็นที่น่าจะชนะในระยะยาวให้โบรก เกอร์นั่นเอง ยกตัวอย่างสมมติว่าเราเล่นไพ่กับเจ้ามือกันสองคน ถ้าเราชนะเราได้2บาท เเต่เจ้ามือชนะจะได้10บาท ถึงเราจะเป็นฝ่ายชนะบ่อยกว่าเจ้ามือ เพราะเรามีเครื่องมือที่ดี มีพรายกระซิบ ผีบอก เเต่ระยะยาวกำไรก็จะตกเป็นของเจ้ามืออยู่ดี เพราะเรากำลังฝืนกฎหลักคณิตศาสตร์ความน่าจะเป็นง่ายๆของเด็กมัธยม เรากำลังพยายามผลักกำเเพงที่เเข็งเเกร่งมากอยู่ (ปล.ผมเชื่อว่าเทรดเดอรืที่เทรดมานานจะติดเกาะเดียวกันเป็นชุมชนที่แออัดมาก คือ อยู่รอดเเละทำกำไรในตลาดได้ เเต่ยังไม่รวย เป็นชุมชนที่หนาเเน่นมาก สำหรับผู้รอดชีวิตขั้นที่ 4! มีเทรดเดอร์เพียง 3เปอร์เซนที่สามารถ ผ่านขั้นที่4 สู่ขั้นที่ 5ได้ โดยใช้กุญเเจดอกสุดท้ายไขออกไป กุญเเจที่ชื่อว่า ..Let profit run... )"

ผมเชื่อว่าเทรดเดอร์ที่เทรดมานานๆเเล้วโดนตลาดทำร้ายเเล้วเเต่ไม่ยอมเเพ้ นานๆเข้าทุกคนก็จะเป็นเหมือนกันคือ ตกผลึก มีระบบเป็นของตัวเอง การอยู่ในตลาดมานานไม่มีใครหรอกที่จะไม่เก่ง ถ้าไม่เก่งนี่จะเเปลกเอามากๆ หลายคนมีระบบที่เเม่นยำถึง90เปอเซนด้วยกันทั้งนั้น บางคนใน1เดือนเข้าเทรด 50ครั้ง เทรดชนะถึง45ครั้ง เเต่ทำไมเราถึงยังไม่รวย ? คำตอบคือเพราะเราเป็นฝ่ายหยิบยื่นความน่าจะเป็นที่น่าจะชนะในระยะยาวให้โบรกเกอร์นั่นเอง ยกตัวอย่างสมมติว่าเราเล่นไพ่กับเจ้ามือกันสองคน ถ้าเราชนะเราได้2บาท เเต่เจ้ามือชนะจะได้10บาท ถึงเราจะเป็นฝ่ายชนะบ่อยกว่าเจ้ามือ เพราะเรามีเครื่องมือที่ดี มีพรายกระซิบ ผีบอก เเต่ระยะยาวกำไรก็จะตกเป็นของเจ้ามืออยู่ดี เพราะเรากำลังฝืนกฎหลักคณิตศาสตร์ความน่าจะเป็นง่ายๆของเด็กมัธยม เรากำลังพยายามผลักกำเเพงที่เเข็งเเกร่งมากอยู่                      (ปล.ผมเชื่อว่าเทรดเดอรืที่เทรดมานานจะติดเกาะเดียวกันเป็นชุมชนที่แออัดมาก คือ อยู่รอดเเละทำกำไรในตลาดได้ เเต่ยังไม่รวย เป็นชุมชนที่หนาเเน่นมาก สำหรับผู้รอดชีวิตขั้นที่ 4! มีเทรดเดอร์เพียง 3เปอร์เซนที่สามารถ ผ่านขั้นที่4 สู่ขั้นที่ 5ได้ โดยใช้กุญเเจดอกสุดท้ายไขออกไป กุญเเจที่ชื่อว่า ..Let profit run... ) 
เป็นบทความสั้นๆ แต่ได้ใจความนะครับ ฝากให้ทุกคนที่เป็นเทรดเดอร์ช่วยเก็บไปคิดดูนะครับ ขอบคุณครับ 

Credit: คุณ หัวใจหล่อมาก ไลค์ อย่างเดียว(Facebook)

วันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2555

บริหารเงินด้วย OKPay


OKPAY นำเสนอรูปแบบใหม่ของการชำระเงินแบบมาสเตอร์การ์ดด้วยบัตรเดบิตจำลอง (Virtual Prepaid MasterCard)


           ในปัจจุบัน OKPAY เป็นหนึ่งในการพัฒนารูปแบบไดนามิกทางการเงินที่มากที่สุด. OKPAY สามารถใช้ได้กับลูกค้าทั่วโลกตั้งแต่ปี 2010 ที่มุ่งเน้นให้ลูกค้าได้รับความสะดวกและเต็มปี่ยมไปด้วยการให้บริการทางการเงินที่สามารถเชื่อถือได้เสมอของบริษัท 

           ผู้บริโภคเกือบพันล้านคนทั่วโลกไม่มีบัตรเครดิต และหลายคนที่มีบัตรเครดิตไม่ต้องการที่จะใช้บัตร เพราะเหตุผลกังวลในด้านความปลอดภัยต่างๆ เพื่อบริการให้ทางออกโซลูชั่นสำหรับลูกค้าเหล่านี้ บริษัท OKPAY ขอนำเสนอรูปแบบของบัตรเดบิตแบบจำลอง 

          ประโยชน์หลักของบัตรเดบิตจำลองคือ การรักษาความปลอดภัยสูงสุด , ไม่ต้องมีการประเมินผลเครดิต (ไม่จำเป็นต้องยื่นหลักฐานในการขอรับบัตรเครดิตเหมือนธนาคารทั่วไป ทางบริษัท Okpay อาจจะขอเอกสารที่จำเป็นเท่านั้น ) ,ง่ายพร้อมสำหรับการใช้งานได้ทันที 
ประโยชน์ของ บัตรจำลอง OKPAY Virtual Debit Card 

          OKPAY มาสเตอร์การ์ด (OKPAY MasterCard) เอื้ออำนวยให้ลูกค้าสามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น และแหล่งที่มาของการชำระเงินออนไลน์ที่มีความปลอดภัยและเชื่อถือได้ กับร้านค้าปลีกหลายล้านแห่งทั่วโลก. โดยใช้ระยะเวลาอันสั้นในการสมัครที่ลูกค้าจะได้รับการรับรองและอนุมัติให้ใช้งานบัตรจำลอง (ข้อมูลหลักที่มีในบัตรจำเป็นสำหรับการซื้อสินค้าออนไลน์) 

          บัตรจำลองมีหมายเลขชั่วคราวสำหรับการใช้งานเพียงครั้งเดียวหรือหลายการซื้อสินค้าออนไลน์ หมายเลขบัตรนี้ไม่มีประโยชน์สำหรับแฮกเกอร์ เพราะถึงแม้ว่าหมายเลขบัตรจะถูกเปิดเผยก็ไม่สามารถที่จะใช้งานได้เหมือนบัตรเครดิตทั่วไป เพราะไม่สามารถที่จะถอนเงินออกจากบัตรได้ (โดยปกติบัตรเครดิตทั่วไปสามารถที่จะใช้งานได้หากมีบุคคลอื่นทราบรหัสและหมายเลขบัตรของคุณ แต่มันจะไม่สามารถใช้งานได้นี้บัตรจำลองนี้เพราะมีหมายเลขบัตรและรหัสการใช้งานที่สามารถใช้ได้เพียงครั้งเดียว)  เพื่อให้การช้อปปิ้งออนไลน์มีความปลอดภัย บริษัท OKPAY แนะนำให้โอนเงินไปยังบัตรจำลอง ในขณะที่เมื่อคุณพร้อมจะซื้อสินค้า การโอนเงินด้วยวิธีนี้สามารถกำหนดค่าใช้จ่ายให้ตรงกับราคาที่ชำระเงิน และยอดเงินในบัตรจะยังคงว่างเปล่าจนกว่าจะมีการชำระเงินในครั้งต่อไป 

          ในปัจจุบัน ลักษณะการโจรกรรมยังคงเป็นความกังวลหลักที่สำคัญ หมายเลขบัตรจำลองจะไม่นำไปสู่หมายเลขบัตรเครดิตจริงหรือบัญชีเงินฝากธนาคารที่เกี่ยวข้องกับมัน. บัตร OKPAY จำลองเป็นบัตรระบบเติมเงิน (Pre-Paid card) ซึ่งหมายความว่ามีวงเงินในการใช้จ่าย, และไม่ได้เชื่อมโยงกับยอดเงินในกระเป๋าเงินของคุณ
ในการสร้างบัญชีใช้เวลาเพียงไม่กี่วันที่จะได้รับหมายเลขบัตรจำลองที่สามารถใช้งานได้ในทันที สำหรับการสั่งซื้อสินค้าบนร้านค้าออนไลน์ ซึ่งเป็นบัตรที่ถูกต้องในการชำระสินค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีร้านค้ามากกว่า 33 ล้านแห่งทั่วโลกที่ยอมรับระบบ MasterCard ®
"เป้าหมายของเราคือ การสร้างระบบการชำระเงินที่ดีที่สุดให้บริการทางการเงินที่เหมาะสมและสะดวกสบายสำหรับผู้ขายและผู้ซื้อ เราได้ฉลองวันเกิดครั้งที่สองของเราเมื่อไม่นานที่ผ่านมา และเรามีความยินดีที่จะเห็นความพึงพอใจของลูกค้าและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง " คำกล่าวของ Konstantin Romanovsky ,ประธานบริษัท OKPAY และซีอีโอ.
"เรามีความยินดีที่จะปรับปรุง OKPAY. เวลานี้เราต้องการที่จะนำเสนอคุณด้วยตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการช้อปปิ้งออนไลน์ที่ปลอดภัยด้วย – บัตรเดบิต OKPAY จำลอง!” 
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรูปแบบบัตรเดบิต OKPAY เสมือนจริง (บัตรเดบิต OKPAY จำลอง) สามารถติดตามได้ที่หน้าข่าว OKPAY News. 


เกี่ยวกับบริษัท OKPAY 

Okpay.com เป็นเว็บไซต์ P2P และ B2C ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ระบบการชำระเงินที่มีบัญชีจำลอง สามารถดาวน์โหลดได้ง่าย ,ส่งเงิน,รับเงิน และถอนเงิน ได้ดีเช่นเดียวกับการซื้อสินค้าออนไลน์
OKPAY เป็นระบบระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่แพร่กระจายอย่างกว้างขวาง และเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการ eWallet ชั้นนำของโลก ซึ่งมีผู้ถือบัญชีมากกว่า 300,000 บัญชี    เครือข่ายการชำระเงิน OKPAY นำเสนอตัวเลือกการชำระเงินที่มากมาย สำหรับธุรกิจในกว่า 200 ประเทศภายใต้การบูรณาการเพียงครั้งเดียว. OKPAY ช่วยให้คุณสามารถควบคุมทางด้านการเงินออนไลน์ได้อย่างสมบูรณ์แบบและมีประสิทธิภาพ 

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://www.okpay.com/th/company/news/okpay-virtual-cards.html 

สมัครได้ฟรีที่นี่ https://www.okpay.com/th/account/signup.html


OKPAY คือ E-currency ที่พึ่งเปิดใหม่ ซึ่งสามารถซื้อขายเงินได้กับผู้ขาย เหมือนกับ LR และ Webmoney อีกทั้งยังสามารถถอนเงินได้ เหมือนกับ Paypal และ Moneybookers ผ่านธนาคารไทยโดยตรง  

พิเศษสามารถเปลี่ยน E-currency ต่างๆ เช่น LR, AP , PM ให้เป็นเงินใน OKPAY แล้วสามารถกดถอนผ่านธนาคารไทยเช่นกัน หรือสามารถนำไปใช้ในการจ่ายเงินออนไลน์รวมถึงใช้เป็นการฝากถอนเงินในการเล่น Forex


คลิ๊กเพื่อสมัครเปิดบัญชีได้ที่นี้ https://www.okpay.com/


1. ขั้นตอนการสมัครเปิดบัญชี
http://www.e-currencystore.com/e-curren ... okpay.html

2. วิธีการ verify บัญชี (ต้อง verify บัญชีก่อน ถึงจะถอนเงินได้)
http://www.e-currencystore.com/e-curren ... okpay.html

3. วิธีเพิ่มบัญชีธนาคาร
http://www.e-currencystore.com/e-curren ... okpay.html

4. วิธีฝากเงิน และเปลี่ยน LR เป็นเงินในบัญชี OKPAY เพื่อกดถอนเงินผ่านธนาคารไทย
http://www.e-currencystore.com/e-curren ... okpay.html


หมายเหตุ 

1. ถ้าจะเอาขั้นตอนต่างและรูปภาพไปเผยแพร่ กรุณา ให้เครดิตด้วยนะครับ  " e-currencystore.com "
2. หนึ่งคน ต่อ หนึ่งบัญชีเท่านั้นครับ หากสมัครมากกว่าหนึ่งบัญชี โดนลบ ครับ
3. ถ้าจะเปลี่ยนจาก LR, AP และ PM เป็นเงิน ใน OKPAY ขั้นต่ำ 100 ดอล ครับ
4. ส่วนบัตรตอนนี้เปิดให้กรอกและขอบัตรเดบิตได้แล้วนะครับ ดังนั้นมีทางเลือกสามแบบใน OKPAY สำหรับถอนเงิน

- ผ่านธนาคารโดยตรง ข้อดีคือ รวมค่าธรรมเนียมแล้วประหยัดกว่า แต่ข้อเสีย ต้องถอนอย่างต่ำ 500 ดอล และถ้าจะให้ได้ค่าธรรมเนียมถูกสุดคือต้องถอน 5000 ดอล และรอ 2-5 วันทำการ
- บัตร Master Debit Card ข้อดีคือ ยอดเงินไม่ถึง 500 ดอล ก็กดถอนได้ สะดวกรวดเร็ว ข้อเสีย เสียค่าธรรมเนียมบัตร 
- ถอนผ่าน Exchanger ซึ่งกำลังจะมีให้บริการเร็วๆนี้


เลข SWIFT CODE ธนาคารต่างๆ ในประเทศไทย
ธนาคารกรุงเทพ : BKKBTHBK 
ธนาคารไทยธนาคาร : UBOBTHBK
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา : AYUDTHBK
ธนาคารกสิกรไทย : KASITHBK 
ธนาคารกรุงไทย : KRTHTHBK
ธนาคารนครหลวงไทย : SITYTHBK 
ธนาคารไทยพาณิชย์ : SICOTHBK
ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ : SCBLTHBX
ธนาคารทหารไทย : TMBKTHB 
ธนาคารยูโอบี : BKASTHBK