แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทคนิค แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทคนิค แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ควรเทรด Forex คู่ไหนก่อน? เหตุผลที่ต้องการย้ำมือใหม่


คำถามสุดฮิตที่มักจะถามกันก็คือ ควรเริ่มเล่น Forex คู่ไหนดี? แล้วควรเทรด Forex เวลาไหน? วันนี้มาสรุปข้อมูลเพื่อย้ำความเข้าใจอีกที ให้นักเทรดฟอเร็กซ์มือใหม่ได้หายสงสัยกัน การเริ่มต้นของแต่ละคนเหมือนกัน แต่ความรู้ และทักษะแตกต่างกัน การเทรดฟอเร็กซ์ในช่วงแรกจะมีข้อมูลให้ศึกษามากมาย เข้าใจง่าย และมีสังคมออนไลน์เกี่ยวกับเรื่องฟอเร็กซ์โดยเฉพาะ เรามาเริ่มดูคำตอบกันเลยนะครับ

ข้อแรก ควรเริ่มเล่น Forex คู่ไหนดี?
เริ่มเล่น ผมแนะนำ EUR/USD เพราะ Spread ไม่มาก คู่นี้ Swing ไม่แรง และ อ่านกราฟ อ่าน Pattern ได้ง่ายกว่าคู่อื่นๆ และที่สำคัญ EUR/USD เป็นคู่ที่คนนิยมเล่นกันเยอะ ดังนั้นเราจะสามารถหาข้อมูล เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจได้ง่าย และ หลากหลายกว่าเล่นคู่อื่นๆ เมื่อเริ่มจะพอมี ประสบการณ์ หรือมีความชำนาญมากขึ้นแล้ว อาจจะค่อยๆ ขยับไปเล่นคู่ที่แรงกว่านี้ก็ได้ครับ เช่น GBP/JPY (วิ่งแรงถึงใจหลายๆ ท่าน)หรือ GBP/USD

ข้อสอง ควรเทรด Forex เวลาไหนดี?
ถ้าเลือกเล่น EUR/USD ตามที่ผมบอกข้างบน ก็ควรเทรดที่ช่วงเวลา 14.00 - 22.00 (เวลาไทย) จะดีที่สุดครับ และช่วงวิ่งแรงของคู่นี้ก็คือ 19.00 - 21.00 (เวลาไทย) เพราะช่วงนี้จะเป็นช่วงคาบเกี่ยวกันของการเปิดทำการของตลาด EUR กับ ตลาด USD ช่วงคาบเกี่ยวกันนี้กราฟจะวิ่งเยอะ เหมาะกับการเทรด

เพิ่มเติมสำหรับช่วงเวลาทำการของตลาด

ตลาด Forex นั้นมีหลายแห่งในโลก มีเวลาการเปิดปิดที่คาบเกี่ยวกัน ทำให้เราสามารถลงทุนได้ตลอด 24 ชั่วโมง ยกเว้นวันเสาร์-อาทิตย์ โดยตลาดต่างๆ มีเวลาเปิดปิดดังนี้

ตามเวลาประเทศไทย ตลาดจะเปิดทำการตั้งแต่เวลาตี 4 ของเช้าวันจันทร์ และปิดตี 4 ของเช้าวันเสาร์ (รวม 120 ชั่วโมงต่อสัปดาห์) ข้อมูลดังกล่าวตามเวลาของประเทศไทย

ตลาด USD = US Dollar เปิดเวลา 19.00 น. ถึงตี 3

ตลาด GBP = British Pound เปิดเวลา 14.00 - 22.00 น.

ตลาด EUR = Euro เปิดเวลา 13.00 - 21.00 น.

ตลาด CHF = Swiss Franc เปิดเวลา 13.00 - 21.00 น.

ตลาด JPY = Japanese Yen เปิดเวลา 7.00 - 14.00 น.

ตลาด AUD = Australian Dollar เปิดเวลา 5.00 - 13.00 น.

ขอแนะนำเพิ่มเติมว่า ถ้าเพิ่งเริ่มเล่น forex ใหม่ๆ ควรจะเล่นคู่นั้นๆ ให้ชำนาญ และไม่ควรเล่นหลายคู่เกินไป เพราะจะอาจจะทำให้พะวักพะวงได้ครับ ชำนาญแล้วค่อยขยับไปศึกษาคู่อืนเพิ่มเติม

ส่วนตัวผมเองในช่วงแรกก็ไม่รู้ข้อมูลมาก เลยทดลองเปิด Order หลายคู่ สิ่งที่มองเห็นคือความแตกต่างจากองค์ประกอบบางอย่าง ทั้ง Spread, Lot, Bid, Ask, พฤติกรรมกราฟ ฯลฯ เป็นต้น การคำนวนจะแตกต่างกัน และหลังจากรู้ว่ามีความเสี่ยงมากถ้าเล่นมั่ว ๆ เลยลดขอบเขตเหลือเพียงคู่เดียว คือ EURUSD (E/U) แล้วศึกษาพฤติกรรมกราฟ พร้อมกับความเป็นไปได้ของ Indicators เล่ยคิดว่า E/U เหมาะสมที่จะเล่นในช่วงเริ่มต้น ส่วนปัจจัยเหตุผลอื่นๆ มีอีกมากมายเลยครับ

มาถึงตรงนี้ หลายๆ ท่านคงจะเลือกคู่ที่จะเล่นได้แล้วนะครับ

วันเสาร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

นักเทรดแบบ Price Action

นิสัยของนักเทรดแบบ Price Action ที่ประสบความสำเร็จ

นิสัย และ ตารางประจำวัน ของนักเทรดแบบ Price Action ที่ประสบผลสำเร็จ

การเทรดที่ประสบความสำเร็จ เป็นผลมาจาก การมีวินัย และการมีตาราง ที่เซ็ตไว้เรียบร้อยแล้ว เป็นส่วนประกอบ ของนักเทรดฟอร์เร็กซ์ที่มีวินัย เราอาจจะเผลอ ไม่ทำตามกฏได้ง่ายมาก และ ทำให้ใช้อารมณ์มาติดสินใจ จนทำให้ เกิดความผิดพลาด ในฐานะเทรดเดอร์ คุณต้องหยุดเหตุการณ์เหล่านี้ให้ได้ โดยการเซ็ตตารางประจำวัน ที่คุณต้อง ปฏิบัติตามทุกวัน ตารางประจำวันจะช่วยเพิ่มความมีวินัย และทำให้คุณรักษาวินัยในการเทรด ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่ง มีความสำคัญ ต่อการพัฒนาจิตใจของคุณ และนำไปสู่กำไรระยะยาว อย่างแท้จริง ถ้าคุณยังไม่ได้เซ็ตตารางประจำวัน ที่ใช้ในการเทรด คุณต้องเริ่มพัฒนาขึ้นมาซักชุดหนึ่ง แล้วตลาดจะไม่สามารถ ทำอันตรายกับบัญชีเทรดคุณได้ ยิ่งคุณสามารถทำตามตารางการเทรดได้ตามจุดประสงค์ ที่สัมพันธ์กับตลาด คุณก็จะเผชิญกับ การใช้อารมณ์ในการเทรด น้อยลงเท่านั้น

• กำหนดเวลาดูหน้าจอที่แน่นอนในแต่ละวัน
หน้าที่อย่างแรก ในแต่ละวันของนักเทรดแบบ Price Action คือ ต้องรู้ว่า เมื่อไหร่คุณ ควรจะวิเคราะห์ตลาด คุณต้องใส่ใจกับงาน และ หน้าที่การงาน งานประจำของคุณ เช่นเดียวงานประจำในครอบครัว ถ้าคุณพบว่า เวลาที่คุณมี พอที่จะดูหน้าจอได้ นั่นก็คือ เวลาก่อนนอน คุณก็สมควรจะใช้เวลานั้น ซึ่งเวลาส่วนใหญ่ ที่เรา ควรใช้ดูตลาด ก็คือ ราว 4 - 5 โมงเย็น (หมายถึงเวลา สหรัฐฯ) ซึ่งเป็นเวลาเปิดของตลาดยุโรป ตอนนี้ คุณจะ อยู่ถึงตีหนึ่ง - ตีสองก็ไม่มีใครว่า แต่คุณต้องวิเคราะห์ตลาด ในเวลานี้ทุกวัน

เมื่อเลือกแล้วว่า ช่วงเวลาไหนที่คุณสามารถใช้เวลาดูกราฟได้ ควรจะเลือกว่า คุณต้องใช้เวลาเท่าไหร่ ในการ วิเคราะห์ ในการเทรดแบบ Price action หรือ ใช้ในการดูว่า ออร์เดอร์ที่คุณเปิดก่อนหน้า เป็นอย่างไร การกำหนด เวลา ในการเฝ้าดูหน้าจอ มีส่วนสำคัญมากในการฝึกใจ และ ความสำเร็จในการเทรด เทรดใน Time Frame daily ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีความกดดันมากนัก และ เป็น Time Frame ที่ได้ผลดีด้วย เมื่อคุณเริ่มมีทักษะในการเทรด แบบ price action คุณก็สามารถดูคู่เงินแต่ละคู่ ที่เทรดในช่วงเวลาที่กำหนดได้ ถ้าหากว่าคู่ที่คุณกำลังดูอยู่ ไม่มี การเกิดรูปแบบที่คุณตั้งไว้ คุณก็ไปเทรดคู่อื่น ๆ ถ้าคุณไม่เจอรูปแบบที่คุณอยากจะเทรด ก็ไม่ควรจะเทรดในวันนั้น เพราะ ถ้าขืนคุณยังดื้อดึง คุณจะเจ็บตัว และไม่ประสบความสำเร็จในฐานะนักเทรดในระยะยาว เพราะคุณจะเริ่ม วิเคราะห์มากเกินไป แล้วพยายามหาเหตุผลในการเทรดตลอดเวลา คุณจะรู้ว่ามันจะทำให้เสียเงินได้

• ทำตามแผนการเทรดแบบ Price Action
ถ้าคุณคือ นักเทรดแบบ Price Action คุณจะรู้ว่า คุณกำลังมองหารูปแบบกราฟแบบไหนอยู่แต่ละวันในตลาด เมื่อคุณรู้ ก็ควรจะเขียนลงไป และกำหนดแผนการเทรดที่คุณกำลังจะเข้าเทรดในแต่ละวันกับเวลาที่คุณมี ถ้าไม่สามารถกำหนดแผนที่เป็นตัวตน คุณควรจะรีบวางแผนอะไรไว้ได้แล้ว ท่องในใจตลอดว่า ต้องทำตามแผน การเทรดทุกวัน อ่านทุกวัน แผนการที่ชัดเจนควรจะมี จุดเข้า จุดออก กลยุทธ์การจัดการความเสี่ยง และมีเป้าหมาย ระยะยาว ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญ ในแผนการเทรดที่ควรมีไว้เป็นอย่างน้อย

ตามเป้าหมายของแผนการเทรดของคุณ ทำให้คุณทำตามแผนได้อย่างแน่นอนในแต่ละวัน ช่วยให้มีสมาธิ ยังเป็น แนวทางในแต่ละวันให้คุณในการวิเคราะห์ตลาด การวิเคราะห์ตลาดจะต้องเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งนักเทรดส่วนใหญ่ ไม่มีขั้นตอนในการวิเคราะห์ หรือ ไม่มีตาราง ซึ่งจะนำไปสู่การเทรดแบบไม่มีแบบแผน แล้วคุณจะสามารถเป็น นักเทรดที่มีวินัย และวิเคราะห์เป็นขั้นเป็นตอนได้อย่างไร? ถ้าคุณไม่มี แม้กระทั่งแผนการว่า คุณกำลังทำอะไรอยู่ พวกวิศวะกรสร้างบ้านโดยไม่มีพิมพ์เขียวหรือ? ไม่ แน่นอน มันจะพังทลาย และไม่แข็งแรง และแน่นอน ทุก ๆ คนที่พยายาม อยากจะเป็นนักเทรดฟอร์เร็กซ์มืออาชีพ ถึงรู้สึกว่าแผนการเทรดนั้น สำคัญขนาดไหน การกระทำต่าง ๆ ในลักษณะนิสัยที่เป็นขั้นเป็นตอน กับตลาดที่ไม่สามารถควบคุมได้ อย่างตลาดฟอร์เร็กซ์นั้น เป็นหัวใจ ในการทำกำไร ไม่มีพื้นที่สาหรับคำว่าโชค ในหน้าพจนานุกรมการเป็นนักเทรดที่ประสบความสำเร็จระยะยาว และ การเป็นนักเทรดมืออาชีพ ก็ไม่ต้องอาศัยโชค เพราะว่าสิ่งที่เราต้องมี คือ แผนการเทรด

• บันทึกการเทรด
การบันทึกการเทรดนั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง ที่คุณอาจจะไม่เคยคิดถึงมันเลย ในหนังสือที่สอนเกี่ยวกับการเทรด หลาย ๆ เล่ม มักจะพูดถึงการบันทึกการเทรด และกล่าวว่า คุณควรจะเขียน แม้กระทั่งว่าคุณใช้ค่าอะไรบ้าง ในการเทรด เพื่อที่จะวิเคราะห์ได้ว่า ทำไมคุณถึงผิด ทำไมคุณถึงถูก และขณะที่กำลังบันทึกข้อมูลเหล่านี้ ผมรู้สึกว่า ผมลืมอะไรไปอย่าง การประสบความสำเร็จในการเทรดนั้นขึ้นอยู่กับว่า จัดการกับอารมณ์ของคุณได้ดีขนาดไหน คุณค่าที่แท้จริงของการทำบันทึกประจาวัน ที่ให้คุณได้คือ การประเมินว่า คุณรู้สึกอย่างไรในแต่ละวันที่คุณเทรด เกี่ยวกับกิจกรรมการเทรดของคุณ และยังเป็นแบบประเมินสถานะอารมณ่ของคุณ แต่ละวันด้วย

เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ที่คุณจะต้องเขียนว่า คุณรู้สึกอย่างไรก่อนการเทรด และ หลังการเทรด เขียนลงไปด้วย ถ้าคุณกำไรแล้วคุณรู้สึกอย่างไร คุณขาดทุนแล้วคุณรู้สึกอย่างไร สิ่งนี้จะให้คุณสองอย่าง คือ มันจะช่วยให้คุณ ทำทุกอย่าง ไปในทิศทางที่ถูกต้อง หลังจากที่คุณปิดออร์เดอร์ไปแล้ว ซึ่งมันจะทำให้คุณมีจิตใจนิ่งมากยิ่งขึ้น จากการที่คุณได้กำไร หรือ ขาดทุนก้อนใหญ่ และยังป้องกันไม่ให้คุณกระโดดเข้าไปในตลาด โดยทันทีด้วย และนอกจากนี้ มันจะทำให้คุณมองภาพออกว่า อารมณ์นั้นผูกติดอยู่กับความสำเร็จในการเทรดได้อย่างไร ถ้าคุณ ซื่อสัตย์ในการเขียนบันทึก คุณจะเริ่มเห็นว่า ยิ่งคุณใช้อารมณ์ในการเทรด ยิ่งจะทำให้คุณเสียเงินมากขึ้น มันเป็น ความแปรผันกัน ระหว่างอารมณ์กับเงิน ในการเทรดฟอร์เร็กซ์ ของคุณ

สิ่งอื่น ๆ ที่ควรจะบันทึกในบันทึกการเทรดของคุณอีกก็คือ คุณสามารถเขียน (หรือพิมพ์) สรุปภาวะตลาดประจำวัน ซึ่งนี่จะทำให้คุณเข้าใจสภาวะตลาด สภาวะเศรษฐกิจ หรือ ข่าวที่ออกมา และทำให้คุณระวังในสิ่งที่จะเกิด ในตลาด มากขึ้น มันจะช่วยให้คุณเข้าใจพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของราคาในแต่ละวัน และยังทำให้มอง ภาพรวมตลาดออก ถ้าคุณต้องทำธุระ และไม่ได้เทรด ซักหนึ่งสัปดาห์ เมื่อคุณกลับาแล้วอย่ารีบเทรดทันที ให้คุณทำการบันทึกสรุป สภาวะตลาด ไปซักหนึ่งอาทิตย์เสียก่อน แล้วคุณจะเข้าใจและรู้สึกถึง กระแสน้ำ และกระแสการไหลของราคา เพราะการเข้าใจทิศทางของราคา มีความสำคัญมาก

• ทำจิตใจ และร่างกายให้สะอาด ดีกว่าเอาเวลาไปนั่งเฝ้าหน้าจอเพิ่ม
อย่างที่ได้เกริ่นมาก่อนหน้า การใช้เวลาในการวิเคราะห์ตลาดมากเกินไป จะทำให้คุณมีผลตรงกันข้าม ถ้าคุณพบว่า มีเวลาว่าง และอยากจะใช้เวลาเหล่านั้นในการดูกราฟ คิดว่าคุณควรจะใช้ทำงานอดิเรกดีกว่า การออกกำลังกาย จะช่วยให้คุณ ทำตามตารางชีวิตประจำวันของคุณได้ และมันจะทำให้คุณรู้สึกดีทั้งจิตใจ ทั้งร่างกายอีกด้วย การใช้เวลาในการออกกำลังกายนั้น ย่อมดีกว่า การใช้เวลาเพิ่มในการวิเคราะห์ตลาด คุณจะสามารถควบคุมตัวเอง ได้ ไม่ใช่ให้ตลาดมาควบคุมคุณ ถ้าคุณยังมีเวลาเหลือจากการออกกำลังกาย ก็ให้คุณอ่านหนังสือ เพื่อช่วยเปิด โลกทัศน์ มันไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการเทรดเสมอไป คุณสามารถอ่านอะไรก็ได้ ที่ช่วยออกกำลัง สมอง ของคุณ และทำให้สมองตอบสนองได้ดี จำไว้ว่า ตารางประจาวันของคุณ เป็นกุญแจไปสู่ความสำเร็จ ระยะยาวในตลาด อย่าดูถูกมัน การเทรดฟอร์เร็กซ์ เป็นธุรกิจอย่างหนึ่ง และ คุณก็ควรทำเหมือนกับ การประกอบ ธุรกิจ เช่นกัน ภายใต้ตารางที่แน่นอน และ เคร่งครัด ไม่แตกต่างกัน กับการเทรดฟอร์เร็กซ์

กฎ 10 ข้อเพื่อการเทรด Forex ให้ได้กำไร



"กฎ 10 ข้อเพื่อการเทรด Forex ให้ได้กำไร" เป็น 10 ข้อที่ดีมากสำหรับ Technical Analysis

คือ ถ้าเราสามารถทำตามนี้ได้นั้น ผมเชื่อว่าอย่างน้อยๆ เราแทบจะไม่ขาดทุน หรืออาจจะกำไรด้วยซ้ำไปครับ ขอแค่อย่าพยายาม "เดา" เอาเองว่ามันน่าจะขึ้น หรือมันน่าจะลงครับ ให้เราดูจากสัญญาน Indicators และก็อีกหลายๆ อย่างใน 10 ข้อนี้เป็นตัวชี้นำ หรือแนวทางครับ (เพราะหลายๆ ครั้งที่ ติดลบตัวแดง หรือขาดทุน ส่วนใหญ่ผมเชื่อว่าน่าจะมาจากการตัดสินใจในการ "เดา" เอาเองของเรามากกว่า โดยไม่รอสัญญานจาก Indicators และอีกหลายๆ อย่างประกอบครับ)

กฎ ทั้ง10 ข้อนี้ เป็นหลักการสำคัญสำหรับผู้ที่ใช้วิธีการวิเคราะห์ทางเทคนิคสำหรับการลงทุน เพราะหากไม่มีหลักการดังกล่าวแล้ว เราก็จะไม่สามารถกำหนดการซื้อขายที่เป็นรูปแบบได้ ซึ่งในกฎเหล่านี้จะพูดถึงการวิเคราะห์แนวโน้ม , หาจุดกลับตัว, ติดตามค่าเฉลี่ย, มองหาสัญญาณเตือน และอื่นๆ หากท่านสามารถเข้าใจและ ปฎิบัติตามหลักการเหล่านี้ได้ผมเชื่อว่าท่าน ก็สามารถเอาตัวรอด ด้วยการลงทุนโดยใช้หลักการวิเคราะห์ทางเทคนิค ได้ครับ

มาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ

1. ตามแนวโน้ม

ศึกษากราฟระยะ ยาว เริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์กราฟรายเดือน และรายสัปดาห์ ด้วยการดูย้อนหลังหลายปี โดยการทำแบบนี้ จะทำให้มีมุมมอง ระยะยาว ต่อตลาดได้ดีขึ้น ขณะที่ศึกษากราฟระยะยาวจบแล้ว ควรศึกษากราฟรายวัน และกราฟเทรดภายในวัน การดูกราฟระยะสั้นเพียงอย่างเดียว อาจทำให้เกิดความเข้าใจที่ผิดได้ แม้ว่าคุณจะทำการซื้อขาย ในระยะที่สั้นมากๆ ก็ตาม คุณจะซื้อขายได้กำไรมากขึ้น ถ้าคุณซื้อขายในทิศทางเดียวกับแนวโน้มระยะกลาง และระยะยาว...

2. พุ่งเป้าไปที่แนวโน้ม และไปกับมัน

ตัดสิน แนวโน้ม และซื้อขายตามแนวโน้มตลาด แนวโน้มตลาดแบ่งเป็น 3 รูปแบบคือ ระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว เริ่มแรก ควรที่จะใช้กราฟก่อนที่จะเทรด คุณต้องแน่ใจก่อนว่า คุณทำตามทิศทางเดียวกับในแนวโน้มตลาด ซื้อเมื่อแนวโน้มขึ้น ขายเมื่อแนวโน้มลง ถ้าคุณเทรดในระยะกลาง ควรใช้กราฟวัน และรายสัปดาห์ ถ้าคุณเดย์เทรด ควรใช้กราฟวัน และกราฟการซื้อขายภายในวัน แต่ในแต่ละกรณี ควรใช้กราฟระยะยาว ตัดสินแนวโน้ม และใช้กราฟระยะสั้น ตัดสินช่วงจังหวะเวลาซื้อขาย...

3. หาจุดต่ำสุด และสูงสุดของมัน

หาระดับแนวต้าน (Resistance) และแนวรับ (Support) ตำแหน่งที่ดีสำหรับการซื้อคือ ซื้อใกล้กับแนวรับ โดยที่แนวรับนั้น ใกล้เคียงกับจุดต่ำสุดของเดิม ตำแหน่งที่ดีสำหรับการขายคือ ใกล้เคียงกับแนวต้าน (ตีความได้ว่า น่าจะไม่ใช่ที่แนวต้านพอดี) แนวต้านปรกติแล้ว คือจุดสูงสุดเดิม หลังจากผ่านแนวต้านไปได้จะทำให้เกิดแนวรับใหม่ตรงจุดที่ผ่านไป หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่งได้ว่า ราคาตรงแนวต้านที่ผ่านไป จะเป็นราคาต่ำสุดใหม่ (แนวรับในอนาคต) ในอีกขณะ ที่เมื่อแนวรับถูกทำลาย ราคาตรงตรงนั้นจะกลายเป็น จุดสูงสุดใหม่ (แนวต้านในอนาคต)...

4. เราจะมองย้อนหลังกลับไปอย่างไร

เราจะใช้การวัดเปอร์เซนต์ Retracement การที่ตลาดขึ้นหรือลง โดยปรกติจะเป็นสัดส่วนจาก แนวโน้มเดิม

(คำแนะนำทางทฤษฎี : คุณสามารถวัดการเปลี่ยนแปลงได้จากแนวโน้มที่เป็นอยู่ ในรูปแบบของ % ง่ายๆ 50% Retracement ในแนวโน้มหลัก ถือเป็นระดับปรกติ ระดับน้อยที่สุด คือ 1 ใน 3 ของแนวโน้มหลัก ระดับมากที่สุดคือ 2 ใน 3 ของแนวโน้มหลัก Retracement แบบ Fibonacci ระดับ 38.2% และ 61.8% ก็น่าสนใจ ในขณะที่เปลี่ยนเป็นแนวโน้มขึ้น จุดซื้อควรเป็นระดับที่ 33-38%)...

5. ลากเส้น

วาด เส้นแนวโน้ม (Trendline) เส้นแนวโน้มเป็นหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุด และมีประสิทธิภาพที่สุดในเครื่องมือแบบกราฟ สิ่งที่คุณต้องการคือ เส้นตรง 1 เส้น และจุดสองจุดบนกราฟ เส้นแนวโน้มขึ้นลากจาก จุดต่ำสุด 2 จุด เส้นแนวโน้มลง ลากจากจุดสูงสุด 2 จุด ราคามักจะถูกดึงกลับไปที่เส้นแนวโน้ม ก่อนที่จะไปตามแนวโน้มต่อไป โดยการขึ้นลงผ่านเส้นแนวโน้มนั้น ปรกติจะถือว่าเป็นการเปลี่นแนวโน้ม เส้นแนวโน้มที่ใช้ได้ มักจะถูกทดสอบอย่างน้อย 3 ครั้ง เส้นแนวโน้มระยะยาว จะมีประสิทธิภาพมาก และยิ่งจำนวนครั้งที่ถูกทดสอบมีมากเท่าไหร่ ความสำคัญก็จะยิ่งมีมากขึ้น...

6. ตามค่าเฉลี่ย

ค่า เฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) จะให้สัญญาณเป้าหมาย ซื้อและขาย ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่จะบอกคุณว่า แนวโน้มยังอยู่ในแนวโน้มเดิม และช่วยในการทำให้แน่ใจถึงการเปลี่ยนแนวโน้ม แม้ว่าค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่จะไม่สามารถบอกคุณถึงอนาคตล่วงหน้าได้ อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแนวโน้มตามค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ถือว่าเป็นสิ่งที่น่า สนใจ การผสมผสานของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 2 ค่า เป็นวิธีการที่เป็นที่นิยมมาก สำหรับใช้หาสัญญาณซื้อ และสัญญาณขาย การผสมผสานสัญญาณซื้อ-ขาย ที่เป็นที่นิยมกันคือ 4 กับ 9 วัน , 9 กับ 18 วัน , 5 และ 20 วัน จะให้สัญญาณเมื่อ เส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้น ตัดค่าเฉลี่ยระยะยาวกว่า ตัวอย่างเช่น ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 4 วัน (ระยะสั้น) ตัดเส้นค่าเฉลี่ย 9 วัน (ระยะยาวกว่า) ขึ้น หมายถึงสัญญาณซื้อ เมื่อราคาตัดสูงขึ้น (สัญญาณซื้อ) หรือต่ำกว่า (สัญญาณขาย) ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 40 วัน ถือว่าเป็นสัญญาณซื้อขายที่ดี โดยที่เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่จะเป็นตัวชี้การเป็นไปตามแนวโน้ม ซึ่งวิธีการใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เหล่านี้จะดีที่สุดใน ตลาดที่มีแนวโน้มอย่างชัดเจน...

7. เรียนรู้การเปลี่ยนแนวโน้ม

ตรวจ ดูเครื่องมือ Oscillators ต่างๆ เครื่องมือ Oscillators นั้น ช่วยในการหาตลาดที่เกิดภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought) และตลาดที่เกิดภาวะขายมากเกินไป (Oversold) ขณะที่ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ให้ความแน่ใจในการเปลี่ยนแนวโน้มตลาด เครื่องมือ Oscillators จะเป็นตัวบอกว่าตลาดจะขึ้นหรือลงมากขึ้น หรือจะกลับตัวในไม่ช้า ที่เป็นที่นิยมมากคือ Relative Strength Index (RSI) และ Stochastics ทั้งสองค่านี้เป็นที่นิยมใช้ในสเกล 0 ถึง 100 ค่า RSI ที่มีค่ามากกว่า 70 ถือว่าเป็นภาวะที่ซื้อมากเกินไป (Overbought) ขณะที่ถ้าอ่านค่าได้ต่ำกว่า 30 ถือเป็นภาวะที่ขายมากเกินไป (Oversold) การซื้อหรือขายมากเกินไป สำหรับ Stochastic คือ 80 และ 20 คนส่วนใหญ่นิยมใช้ค่า 14 วัน หรือสัปดาห์ สำหรับ Stochastic และ 9 หรือ 14 วัน หรือสัปดาห์ สำหรับ RSI เมื่อตัว Oscillator เกิด Divergence บ่อยครั้ง จะแสดงถึงการเปลี่ยนแนวโน้ม เครื่องมือต่างๆ เหล่านี้ ใช้ได้ดีสุดในตลาดที่ไม่มีแนวโน้ม (Sideway) สัญญาณรายสัปดาห์จะใช้กรองสัญญาณรายวัน สัญญาณรายวันสามารถใช้ในการกรองสัญญาณภายในระหว่างวัน...

8. เรียนรู้ สัญญาณเตือน

Moving Average Convergence Divergence (MACD) เป็นการรวมระบบการตัดกันของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ด้วยการวัดระดับภาวะซื้อเกินไป (Overbought) และขายเกินไป (Oversold) สัญญาณซื้อจะเกิดขึ้นเมื่อ สัญญาณที่เร็วกว่าตัดสัญญาณที่ช้ากว่า และเส้นทั้งสองเส้นต่ำกว่า 0 สัญญาณขายคือ สัญญาณที่ช้ากว่าตัดสัญญาณที่เร็วกว่า และค่าทั้งสองค่า มากกว่า 0 สัญญาณรายสัปดาห์ถือว่ามีความสำคัญเหนือกว่า รายวัน MACD Histogram วาดความแตกต่างระหว่าง 2 เส้น และให้การเตือนก่อนถึงการเปลี่ยนแนวโน้ม มันถูกเรียกว่า Histogram เนื่องจากระดับความสูงของแท่ง แสดงถึงความแตกต่างระหว่าง 2 เส้นบนกราฟ...

9. มีแนวโน้ม หรือไม่มีแนวโน้ม

ใช้ Average Directional Movement Index (ADX) ใช้เส้น ADX ช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าตลาดในขณะนั้นมีแนวโน้ม หรือไม่มีแนวโน้ม มันวัดถึงระดับการเปลี่ยนแปลงแนวโน้ม และทิศทางของตลาด การเพิ่มขึ้นของเส้น ADX ชี้ให้เห็นถึงการมีแนวโน้มที่มากขึ้น การลดลงของ ADX ชี้ให้เห็นถึงการที่ตลาดไม่มีแนวโน้ม การเพิ่มของ ADX แสดงให้เห็นว่า ควรใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เป็นตัวชี้วัด การลดลงของ ADX แสดงให้เห็นว่า ควรใช้ค่า Oscillators ด้วยการลากทิศทางของเส้น ADX ผู้ซื้อขายสามารถตัดสินใจระหว่าง สไตล์ในการซื้อขาย และอะไรเป็นตัวชี้วัดที่เหมาะสมที่สุดสำหรับภาวะในตลาดในขณะนั้น...

10. เรียนรู้ถึงการสนับสนุนสัญญาณการซื้อขาย

ปริมาณ การซื้อขาย (Volume) สิ่งที่สนับสนุนสัญญาณการซื้อขายนั้น ประกอบด้วยปริมาณการซื้อขายรวม และปริมาณการซื้อขายขณะเปิดทำการ เป็นสิ่งที่สนับสนุนสัญญาณการซื้อขายในตลาดล่วงหน้า ปริมาณการซื้อขายรวมมีความสำคัญมาก่อนราคา ปริมาณการซื้อขายที่หนาแน่นจะทำให้เชื่อได้ว่าชักจูงสู่แนวโน้ม ในขณะที่อยู่ในแนวโน้มขาขึ้น ปริมาณการซื้อขายรวมควรมากขึ้น การเพิ่มขึ้นของปริมาณการซื้อขายขณะเปิด เป็นสิ่งที่สนับสนุนว่า เงินใหม่ได้เข้ามาสู่ หรือชักจูงเข้ามาสู่แนวโน้ม การที่ปริมาณซื้อขายขณะเปิดลดลงบ่อยครั้ง จะเป็นการเตือนว่าแนวโนมโน้มใกล้จบลง ราคาที่อยู่ในแนวโน้มขาขึ้น ควรมีทั้งปริมาณการซื้อขายรวมที่มากขึ้น และปริมาณการซื้อขายขณะเปิดทำการ...

หลัก 9 ข้อในการเทรด Divergence

การเทรดโดยใช้หลักการดู Divergence เป็นวิธีการเทรดอีกอย่างหนึ่งซึ่งสามารถทำกำไรได้เป็นกอรปเป็นกำในแต่ละครั้งที่คุณพบเจอ เพราะนั่นจะหมายถึงการเปลี่ยนเทรน และ Divergence ก็เป็นสัญญาณเตือนคุณได้อย่างดีว่า เทรนกับลังจะเปลี่ยนไป
เครื่องมือส่วนใหญ่ที่เราจะใช้ในการดู Divergence ก็จะเป็นพวก Oscillator ต่างๆ และที่นิยมใช้กันมากในการดู Divergence ได้แก่ MACD , Stochastic และ RSI เป็นต้น แต่ก่อนอื่นเราลองมาดูหลักในการดู Divergence กันก่อนว่ามีอะไรบ้าง เพื่อที่จะช่วยให้เราไม่พลาดในการเลือกหาจุดเข้าทำกำไร
1. ต้องแน่ใจว่าคุณเห็น Divergence จริงๆ ซึ่งถ้ามี Divergence ราคามักจะมีรูปแบบดังต่อไปนี้ คือ
  • >> ระดับสวิงไฮของราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นกว่าสวิงไฮก่อนหน้า (Higher High :HH)
  • >> ระดับสวิงโลว์ของราคาที่ปรับตัวต่ำกว่าสวิงโลว์ก่อนหน้า (Lower low :LL)
  • >> Double top
  • >> Double  bottom
อย่าเพิ่งมองที่ Indicator จนกว่าคุณจะเห็นว่าราคามีลักษณะดังที่กล่าวมาอย่างน้อยหนึ่งอย่าง และถ้าไม่มีลักษณะดังกล่าวมาเลยแล้ว ก็หมายความว่าไม่มีการเกิด Divergence ดังนั้น อย่าคิดเอาเองว่าเกิด Divergence ถ้าไม่เห็นลักษณะของราคาดังกล่าว

 หลัก 9 ข้อในการเทรด Divergence

2. ให้ลากเส้นระหว่างจุดสูงสุด และ จุดต่ำสุด และหลังจากที่คุณเห็นลักษณะบางอย่างของราคาล่าสุดแล้ว ตอนนี้คุณเห็นแค่ลักษณะ 1 อย่างของ สี่อย่างต่อไปนี่คือ  จุดสูงสุดใหม่ที่สูงกว่าจุดสูงสุดเดิม (Higher high), จุดสูงสุดใหม่เท่ากับจุดสูงสุดเดิม (Flat high), จุดต่ำสุดใหม่ต่ำกว่าจุดต่ำสุดเดิม (Lower low), จุดต่ำสุดใหม่เท่ากับจุดต่ำสุดเดิม (Flat low)
ที่นี้ก็ลากเส้นจากจุดสูงสุดในปัจจุบันไปหาจุดสูงสุดก่อนหน้า และอีกกรณีก็คือลากจากจุดต่ำสุดในปัจจุบัน กลับไปหาจุดต่ำสุดก่อนหน้า ซึ่งมันจะต้องเป็นสวิงที่สำคัญต่อเนื่องกัน และถ้าคุณเห็นว่าระดับความเหลื่อมล้ำของทั้งสองจุดมีน้อยมากก็ไม่ต้องไปสนใจมัน ลืมไปได้เลย

3. ถ้าเห็นสวิงมีระดับที่เหลือมล้ำกันมากๆ ลากเส้นระวห่างสวิงไฮหรือสวิงโลว์  เมื่อคุณเห็นว่าสวิงไฮ 2 สวิงล่าสุดมีระดับที่เหลื่อมล้ำกันมากๆ ก็ให้คุณลากเส้นระหว่างสวิงทั้งสอง และในกรณีที่เป็นสวิงโลว์สองสวิง ก็ให้ลากเส้นเชื่อมต่อระหว่างสองสวิงนั้นเช่นกัน
อย่าพยายามลากเส้นที่ระดับต่ำสุดหากคุณเห็นว่า สวิงไฮได้ทำจุดสูงสุดใหม่ 2 รอบ (Higher high) เพราะนั่นมันจะหมายถึงว่าราคายังอยู่ในเทรนขาขึ้น

 หลัก 9 ข้อในการเทรด Divergence

4. เปรียบเทียบระหว่างราคาและ Indicator เมื่อคุณลากเส้นเชื่อมต่อระหว่างสองจุดของสวิงไฮ หรือสวิงโลว์แล้ว ตอนนี้ก็มาดูที่ Indicator และเปรียบเทียบกับการเคลื่อนไหวของราคา ไม่ว่าเราจะใช้ Indicator ชนิดไหนก็ตาม จำไว้ว่าเรากำลังเปรียบเทียบยอดสวิงไฮ และสวิงโลว์ของ Indicator ดับราคา

 หลัก 9 ข้อในการเทรด Divergence

5. ถ้าคุณลากจุดระหว่างจุดเชื่อมต่อระหว่างสวิงไฮสองจุดของราคาแล้ว คุณก็ต้องลากเส้นที่จุดสูงสุดสองจุดของ Indicator ด้วย และทำเช่นเดียวกันในกรณีที่เป็นสวิงโลว์ ถ้าคุณลากเส้นเชื่อมต่อระหว่างสองสุดของสวิงโลว์แล้ว คุณก็ต้องลากเส้นเชื่อมต่อระหว่างสองจุดต่ำสุดใน Indicator ด้วย

หลัก 9 ข้อในการเทรด Divergence
6. เมื่อเทียบในแนวตั้ง ตรงจุดสูงสุดหรือต่ำสุดที่คุณระบุใน Indicator ต้องเป็นแนวเดียวกันกับที่คุณระบุราคา

 หลัก 9 ข้อในการเทรด Divergence

7. ดูที่ความลาดชัน เพราะ Divergence จะเกิดขึ้นต้องมีความขัดแย้ง หรือมีความลาดชันที่แตกต่างกันของเส้นที่เชื่อมระหว่างจุดสูงสุด หรือ ต่ำสุดสองจุด ใน Indicator และเส้นที่เชื่อมระหว่างสวิงไฮหรือสวิงโลว์ของราคา และความลาดชันจะต้องเป็นอย่างได้อย่างหนึ่ง ระหว่าง เอียงขึ้น (Ascending (rising) เอียงลง(Descending (falling)  หรือเป็นเส้นราบขนานกับพื้น (Flat)

หลัก 9 ข้อในการเทรด Divergence


8. ถ้าคุณตกรถแล้วก็ไม่ต้องรีบ เมื่อคุณเห็นว่า Divergence ได้เกิดขึ้นแล้ว ราคาก็กลับตัวไปได้ซักระยะหนึ่งแล้ว ก็ควรจะเป็นช่วงที่น่าจะพิจารณาว่าจะปิดทำกำไร และถ้าคุณพลาดไม่ได้เข้าตั้งแต่ที่แรก คุณก็พลาดโอกาสไปแล้วและไม่ควรรีบร้อนเปิดออเดอร์ในตอนนี้ แต่คุณควรรอให้ราคาฟอร์มตัวทำสวิงไฮหรือสวิงโลว์ใหม่ และค่อยมองหา Divergence ในครั้งต่อไป

หลัก 9 ข้อในการเทรด Divergence

9. สัญญาณ Divergence ในกรอบราคาใหญ่ๆจะมีแนวโน้มที่แน่นอนมากกว่าในกรอบเวลาที่เล็กกว่า ให้สัญญาณที่ผิดพลาดน้อยกว่า เทรดเดอร์ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยสนใจตรงนี้ แต่ถ้าเราใส่ใจกับมันซักหน่อยก็อาจทำให้เราได้เปรียบในการทำกำไรมากขึ้น
Divergence ในกรอบเวลาที่เล็กกว่าจะเกิดขึ้นบ่อยกว่าแต่มีความน่าเชื่อถือน้อยกว่า เทรดเดอร์บางคนอาจจะมองหา Divergence ใน กรอบเวลาอย่าง 15 นาทีหรือน้อยกว่านั้น แต่มันจะมีสัญญาณรบกวนที่มากเกินไป เราจึงขอแนะนำให้มองเฉพาะ Divergence ในกรอบราคา 1 ชั่วโมงขึ้นไป



Credit:http://www.thaiforexschool.com

4 ความผิดพลาดซ้ำซากในการเทรด


ข้อที่ 1: เทรดโดยไม่มีหลักการ
“ถ้าคุณไม่เข้าใจว่าทำไมคุณถึงซื้อหุ้นตัวนั้น คุณก็จะไม่รู้ว่าควรขายมันตอนไหน ซึ่งนั่นมักจะทำให้คุณขายหุ้นทิ้งตอนที่ราคาของมันทำให้คุณกลัว ทั้งๆที่โดยส่วนมากแล้ว เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณกลัวราคาหุ้นในขณะนั้น มันคือโอกาสซื้อ ไม่ใช่จุดบ่งชี้ว่าคุณควรขายมันทิ้ง”
– Martin Taylor –
ถ้าคุณไม่มีจุดยืน คุณก็ไม่มีแก่นหรือสิ่งใดให้ยึดถือปฏิบัติ ถ้าคุณไม่มีเป้าหมายว่าจะไปที่ใด คุณก็ไม่มีวันไปถึงจุดหมาย… จงกำหนดหลักการ วางแผนการลงทุน และทำตามแผนที่คุณวางไว้เสมอ เพราะถ้าคุณไม่มีแผนการของตนเอง คุณก็จะต้องตกอยู่ในแผนการของคนอื่น

ข้อที่ 2: เข้าซื้อหุ้นไม้ใหญ่เกินไป (Trading too big)
“นักลงทุนมักจะให้ความสำคัญเกือบทั้งหมดไปที่จุดเข้าซื้อ (entry price) ทั้งๆที่โดยส่วนมากแล้ว ขนาดของ lot  (entry size ) ในแต่ละครั้งมีความสำคัญกว่าจุดเข้าซื้อ เพราะหาก entry size แต่ละครั้งใหญ่มากเกินไป เวลาที่ราคาปรับตัวลงอย่างไม่มีนัยสำคัญ มันก็มักจะทำให้คุณกลัวและอกออเดอร์ก่อนทั้งที่ยังมีแนวโน้มดีนั้นทิ้งไป ดังนั้น ยิ่งขนาดของ lotใหญ่มากไปเท่าไร ความกลัวจะเข้ามาครอบงำการตัดสินใจของคุณ แทนที่จะตัดสินใจจากแผนการและประสบการณ์ที่พิจารณาอย่างดีแล้ว”
– Steve Clark –
การเทรดครั้งเดียวใน lot ที่ถือว่ามีสัดส่วนที่เยอะของพอร์ต จะทำให้คุณขายหมูเพราะความกลัวของคุณ ไม่ใช่เพราะระบบลงทุนของคุณบอกให้ขาย ดังนั้น ก่อนที่จะเทรด คุณควรกำหนดจำนวนเงินที่คุณสามารถยอมรับขาดทุนได้ให้อยู่ในระดับที่ไม่เสี่ยงมากไป ตัวอย่างเช่น เงินในพอร์ตมี 1000$ คุณยอมรับขาดทุนได้ 200$/ครั้ง โดยที่จุดตัดขาดทุนของคุณคือ เมื่อราคาทะลุแนวต้านล่าสุดของเมื่อวานไป

ข้อที่ 3: ซื้อขายมากเกินไป (Overtrading)
การที่เราจะเทรดบ่อยขนาดไหนนั้นขึ้นอยู่กับแนวทางการลงทุนของเรา แต่ไม่ว่าคุณจะใช้แนวทางลงทุนแบบไหนก็ตาม การซื้อขายน้อยครั้งย่อมดีกว่าเสมอ (less is more) อย่าเพิ่งเข้าใจผมผิดไป เพราะไม่ว่าคุณจะทำการบ้านหรือเตรียมตัวมาอย่างดีแค่ไหนก็ตาม แต่กราฟนั้นก็มักจะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันอยู่บ่อยๆ ดังนั้น คุณควรจะมีไอเดียหรือกราฟที่จะเลือกลงทุนมากกว่า 1 ตัวอยู่เสมอ แต่การที่คุณซื้อๆขายๆในค่าเงินทุกตัวที่เกิดสัญญาณ ทำให้เงินลงทุนและพลังงานของคุณถูกกระจายออกไปในกราฟหลายตัวมากจนเกินไปนั้น คงไม่ใช่การตัดสินใจที่ฉลาดนัก
คุณควรยึดมั่นอยู่กับสิ่งที่คุณรู้และเข้าใจ เลือกใช้วิธีการที่คุณทำแล้วได้ผล อย่าหลงไปตามกระแสข่าวลือหรือการลงทุนที่คุณไม่ได้เปรียบ และหลีกเลี่ยงการลงทุนใดๆก็ตามที่คุณไม่ได้มีความเข้าใจในสิ่งนั้นเลยแม้แต่น้อย
“ในบางครั้ง การเทรดที่ดีที่สุดก็คือ การไม่เทรดเลย และตั้งมั่นอยู่ระบบที่เราถือ” ผมรู้ดีว่าในช่วงตลาดกระทิงดุนั้น มันมีสิ่งที่เย้ายวนใจมากที่จะทำให้คุณเทรดบ่อยครั้ง เมื่อกราฟเกือบทุกตัวขึ้นไปทะลุ High เดิม คุณรู้สึกเหมือนเด็กที่อยู่ในร้านขนมหวานแล้วไม่รู้จะเลือกหยิบขนมชิ้นไหนดี จงเลือกกราฟเพียงไม่กี่ตัวในจังหวะเวลาที่เหมาะสม อย่าพยายามที่จะไล่เทรดทุกตัว เพราะคุณไม่สามารถทำได้ (ยกเว้นว่าคุณเป็นคอมพิวเตอร์!!!)
เบื้องหลังของความผิดพลาดในข้อที่ 2 และ ข้อที่ 3 มักจะเกิดจากความมั่นใจที่มากเกินไปถึงแม้้ว่าความมั่นใจนั้นเป็นสิ่งสำคัญในการทำตามแผนและระบบลงทุนของคุณ แต่ถ้ามีความมั่นใจที่มากเกินพอดี (Overconfidence) มันจะก่อให้เกิดผลเสีย เพราะความมั่นใจที่มากเกินไปนั้น เป็น 1 ในเหตุผลสำคัญที่ว่า ทำไมนักลงทุนและนักเก็งกำไรที่มีประสบการณ์จึงยังสามารถขาดทุนได้
เมื่อไรก็ตามที่คุณรู้สึกว่า ความสำเร็จของคุณในตลาดมาจากการที่คุณเป็นอัจฉริยะ ไม่ได้มาจากความคิดที่รอบคอบและไตร่ตรองอย่างระมัดระวังในการลงทุน ก็เท่ากับว่าคุณใกล้ถึงเวลาที่จะขาดทุนแล้ว

ข้อที่ 4: เฝ้าดูกราฟมากเกินไป (Watching your stocks too closely)
“การเฝ้ามองกราฟบนหน้าจอทั้งวันนั้น ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆและเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ผมเชื่อว่าการเฝ้าดูทุกคำสั่งซื้อขายจะทำให้คุณขายหมูก่อนเวลาอันควร และ มักทำให้คุณ buy ในราคาที่สูงเกินไปหรือ sell ในราคาที่ต่ำเกินไปของวันนั้น รวมถึงทำการ Overtrading ผมแนะนำว่าควรหลีกเลี่ยงการเฝ้ามองกราฟตลอดเวลา และหันไปทำสิ่งอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการลงทุนและต่อตัวของคุณเองในช่วงเวลาซื้อขาย เพื่อหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดเหล่านั้น”
- Steve Clark –
 “หากคุณใช้เวลาอยู่ในร้านตัดผมสักพักหนึ่ง ไม่ช้าก็เร็วคุณจะคิดว่าคุณต้องตัดผม ทั้งๆที่คุณหัวล้าน”
– Warren Buffett –
 การเฝ้ามองกราฟอย่างใกล้ชิดจะทำให้เกิดผลเสียต่อผลตอบแทนของคุณ เมื่อคุณเข้าเข้าเทรดแล้ว คุณไม่ควรซื้อขายเพียงเพราะเห็นคำสั่งซื้อขายเล็กๆน้อยๆที่สวนทางกับ Position ของคุณ การเฝ้ามองกราฟมากเกินไปนั้น ก็เปรียบเหมือนคุณนั่งอยู่ในร้านเบเกอรี่แสนอร่อยขณะที่คุณกำลังลดความอ้วน ดังนั้น คุณควรหาสิ่งอื่นทำแทนที่จะนั่งเฝ้าดูกราฟทั้งวัน อย่างเช่นการอ่านหนังสือ ออกกำลังกาย หรือ อะไรก็ตามที่ทำให้ไม่ต้องยุ่งกับการดูราคาหุ้นระหว่างวันมากเกินไป หากคุณยังสงสัยอยู่ว่า ก็ผมเป็นเทรดเดอร์แล้วจะไม่ให้เฝ้าหน้าจอได้อย่างไร? ผมขอทิ้งท้ายไว้ด้วยคำคมของ โซรอส นะครับ ลองเอาไปเปรียบเทียบกับการเทรดดู
“ถ้าคุณออกไปทำงานทุกวัน เพียงเพราะคิดว่าคุณต้องทำอะไรซักอย่าง ผลก็คือ มันทำให้คุณมักจะทำสิ่งที่ไม่มีประโยชน์อะไรเพื่อไม่ให้เบื่อไปวันๆ ซึ่งผมคิดว่าคุณควรจะอยู่เฉยๆดีกว่า ปกติแล้วผมจะไปทำงานเฉพาะเวลาที่มีงานให้ทำ ในเวลาที่มันควรค่าแก่การทำจริงๆ ผลก็คือ ผมเรียนรู้ที่จะสามารถแยกแยะได้ว่า วันไหนที่มีงานสำคัญกว่าวันอื่นๆ และรู้ว่าเวลาไหนที่ควรมุ่งมั่นกับงานเป็นพิเศษ”


Credit:http://www.thaiforexschool.com

หลัก 4 ประการสู่ความสำเร็จในการลงทุน



ปัจจัยหลักๆที่สำคัญในการลงทุนในมุมมอง ของผม (i_sarut ผู้เขียนบทความ) ก็คือ หลักการ, ความรู้, EQ และ ประสบการณ์ ผมว่าปัจจัย 4 อันนี้มีความสำคัญเท่าๆกันหมด จะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้ (แต่สามารถมีมากกว่า 4 อย่างได้) ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จในการลงทุน เราต้องมีองค์ประกอบเหล่านี้ และต้องพัฒนาไปทุกๆด้านครับ

ข้อที่ 1: หลักการ (Principle)
อยู่ที่ว่าคุณเทรดแนวไหน ก็ให้นำหลักการของสายนั้นมาใช้ ดูกราฟก็เชื่อกราฟ (Technical Analysis) ดูพื้นฐานก็เชื่อพื้นฐานครับ (Fundamental Analysis) หรือจะเป็นแนวผสมก็ได้ ผมสังเกตว่าเดี๋ยวนี้คนเล่นแนวผสมมีเยอะมากครับ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดหรือประหลาดอะไร ใครถนัดใช้เครื่องมืออะไรก็ใช้ไปครับ แต่ขอให้คุณลงทุนอย่างมีความสุข และได้กำไรก็เพียงพอแล้วครับ ที่สำคัญคืออย่าขาดทุนนะครับ
          ผมชอบประโยคนึงของพี่คลายเครียด ที่เขียนไว้ในหนังสือ VSOP ว่า “ถ้า เราใช้หลักการไหนแล้วยังได้เงินได้กำไรอยู่เรื่อยๆ ก็ให้ใช้หลักการนั้นต่อไป แต่ถ้าใช้แล้วไม่ได้เงินก็ให้ลองเปลี่ยนแนวดู จนกว่าจะเจอแนวทางที่ลงตัว” แต่ทั้งนี้ ทุกคนควรจะมีหลักการลงทุนเป็นของตัวเองนะครับ สไตล์ใครสไตล์มัน ซึ่งของแบบนี้ผมว่าเลียนแบบกันไม่ได้ เมื่อถึงจุดนึงผมเชื่อว่า ทุกคนจะมีแนวทางการลงทุนเป็นของตัวเองครับ ถึงแม้จะยึดหลักการเดียวกันก็ตาม

ข้อที่ 2: ความรู้ (Knowledge)
เมื่อมีหลักการแล้ว ก็ต้องมีความรู้จริงในหลักการที่เราใช้นะครับ หรือ เข้าถึงแก่นแท้ของหลักการนั่นเอง บางคนรู้อย่างผิดๆ ใช้อย่างผิดทาง พอขาดทุนก็มาโทษหลักการซะงั้นรวมไปถึงมีความรู้รอบตัว และควรจะรู้เรื่องธุรกิจ-เศรษฐกิจ, เศรษฐศาสตร์ เอาไว้บ้าง เพราะเราจะสามารถนำความรู้เหล่านี้มาประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ต่างๆได้ครับ เพราะในตลาดมักเกิดสถานการณ์พิเศษที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อนอยู่เสมอๆ

ข้อที่ 3: Emotional Quotient (EQ) จิตใจต้องหนักแน่น มั่นคงในหลักการที่เราเลือกใช้(ถ้าไม่เชื่อในหลักการ แล้วเราจะเลือกใช้ไปทำไม) นอกจากนั้น สิ่งสำคัญคือ คุณต้องไม่หวั่นไหวไปตามกระแสฝูงชน(ไม่แห่ตามโดยไม่มีเหตุผล) มีความคิดที่เป็นอิสระ และเป็นตัวของตัวเองครับนักลงทุนหลายๆท่านที่ประสบความสำเร็จ ก็เพราะมี EQ ที่สุดยอดนี่ละครับ

ข้อที่ 4: ประสบการณ์ (Experience)
ยิ่งลงทุนนาน ประสบการณ์ก็ยิ่งมากตามครับ เริ่มลงทุนก่อน เริ่มลงทุนเร็ว ได้เปรียบเห็นๆครับข้อนี้ ผมว่าเรื่องจำนวนเงินเริ่มต้นไม่สำคัญเท่าประสบการณ์นะครับ หลายคนมีความเชื่อว่าการลงทุนต้องใช้เงินในจำนวณที่มาก ๆแต่ Forex สามารถให้เราเริ่มรู้จักการลงทุนได้ด้วยเงินเริ่มต้นเพียง 1$ (บางโบรกเกอร์) หากเทียบกันที่จำนวนเงินแล้วแน่นอนว่าเงินน้อยกว่าจะปั่นขึ้นมาได้นั่นเป็น ไปได้ยากและเหนื่อยกว่าเงินก้อนโตแต่ทั้งเงินก้อนเล็กและก้อนโตก็สามารถสอน เราได้ถึงหลักการเทรดเหมือนกันหากเรามองเป็น % เหตุผลที่คนกลัวการลงทุนเพราะคนส่วนใหญ่จะคิดกำไรเป็นตัวเงิน ไม่ได้คิดผลตอบแทนเป็น % คิดแต่จะเอาเงินอย่างเดียวโดยไม่ต้องศึกษาซึ่งมันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ เวลาผ่านไปซัก 5 – 10 ปี ถ้าเราลงทุนอย่างถูกวิธี มีหลักการที่ดี ก็ควรจะได้เงินมามากพอสมควร(ตามผลตอบแทนที่ทำได้) และจังหวะนั้นละครับเราค่อยนำเงินก้อนโตมาลงทุนเพื่อปักหลักสร้างฐานกับการ ลงทุนให้ได้อย่างที่ปราถนาไว้ เพราะฉะนั้น อย่าอ้าง!!! ครับว่าไม่มีเงินมาลงทุน แค่ 500 บาทก็เทรดได้แล้วครับสมัยนี้

หากผู้อ่านคิดว่าอยากจะเพิ่มข้อ 5 ข้อ 6 ตามที่ตัวเองเห็นสมควรก็ได้นะครับเพียงแต่ว่า 4 ข้อนี้เป็นพื้นฐานของการเทรดอยู่แล้ว ขอเพียงมี 4 ข้อนี้และพัฒนามันไปเรื่อย ๆ ผมมั่นใจว่าอนาคตเทรดเดอร์ที่ดีคนหนึ่งคงหนีไม่พ้นคุณเป็นแน่ครับ

เทรดมานานแล้วแต่ทำไม่ไม่รวย?

จากบทความวันนี้นะครับ เป็นบทความน่าสนใจอีกบทความหนึ่ง ผมเห็นมีคนกล่าวใน Facbook ซึ่งทำให้ผมนึกสะท้อนในวงการเทรด forex วิธีไหนกันนะที่เราจะประสบความสำเร็จในการเทรดค่าเงินให้รวยได้หรือ ทำกำไรตลาดนี้ได้เป็นระยะนานๆ ลองมาดูข้อความด้านล่างนี้กันนะครับ 

"ผมเชื่อว่าเทรดเดอร์ที่เทรดมานานๆเเล้วโดนตลาดทำร้ายเเล้วเเต่ไม่ยอมเเพ้ นานๆเข้าทุกคนก็จะเป็นเหมือนกันคือ ตกผลึก มีระบบเป็นของตัวเอง การอยู่ในตลาดมานานไม่มีใครหรอกที่จะไม่เก่ง ถ้าไม่เก่งนี่จะเเปลกเอามากๆ หลายคนมีระบบที่เเม่นยำถึง90เปอเซนด้วยกันทั้งนั้น บางคนใน1เดือนเข้าเทรด 50ครั้ง เทรดชนะถึง45ครั้ง เเต่ทำไมเราถึงยังไม่รวย ? คำตอบคือเพราะเราเป็นฝ่ายหยิบยื่นความน่าจะเป็นที่น่าจะชนะในระยะยาวให้โบรก เกอร์นั่นเอง ยกตัวอย่างสมมติว่าเราเล่นไพ่กับเจ้ามือกันสองคน ถ้าเราชนะเราได้2บาท เเต่เจ้ามือชนะจะได้10บาท ถึงเราจะเป็นฝ่ายชนะบ่อยกว่าเจ้ามือ เพราะเรามีเครื่องมือที่ดี มีพรายกระซิบ ผีบอก เเต่ระยะยาวกำไรก็จะตกเป็นของเจ้ามืออยู่ดี เพราะเรากำลังฝืนกฎหลักคณิตศาสตร์ความน่าจะเป็นง่ายๆของเด็กมัธยม เรากำลังพยายามผลักกำเเพงที่เเข็งเเกร่งมากอยู่ (ปล.ผมเชื่อว่าเทรดเดอรืที่เทรดมานานจะติดเกาะเดียวกันเป็นชุมชนที่แออัดมาก คือ อยู่รอดเเละทำกำไรในตลาดได้ เเต่ยังไม่รวย เป็นชุมชนที่หนาเเน่นมาก สำหรับผู้รอดชีวิตขั้นที่ 4! มีเทรดเดอร์เพียง 3เปอร์เซนที่สามารถ ผ่านขั้นที่4 สู่ขั้นที่ 5ได้ โดยใช้กุญเเจดอกสุดท้ายไขออกไป กุญเเจที่ชื่อว่า ..Let profit run... )"

ผมเชื่อว่าเทรดเดอร์ที่เทรดมานานๆเเล้วโดนตลาดทำร้ายเเล้วเเต่ไม่ยอมเเพ้ นานๆเข้าทุกคนก็จะเป็นเหมือนกันคือ ตกผลึก มีระบบเป็นของตัวเอง การอยู่ในตลาดมานานไม่มีใครหรอกที่จะไม่เก่ง ถ้าไม่เก่งนี่จะเเปลกเอามากๆ หลายคนมีระบบที่เเม่นยำถึง90เปอเซนด้วยกันทั้งนั้น บางคนใน1เดือนเข้าเทรด 50ครั้ง เทรดชนะถึง45ครั้ง เเต่ทำไมเราถึงยังไม่รวย ? คำตอบคือเพราะเราเป็นฝ่ายหยิบยื่นความน่าจะเป็นที่น่าจะชนะในระยะยาวให้โบรกเกอร์นั่นเอง ยกตัวอย่างสมมติว่าเราเล่นไพ่กับเจ้ามือกันสองคน ถ้าเราชนะเราได้2บาท เเต่เจ้ามือชนะจะได้10บาท ถึงเราจะเป็นฝ่ายชนะบ่อยกว่าเจ้ามือ เพราะเรามีเครื่องมือที่ดี มีพรายกระซิบ ผีบอก เเต่ระยะยาวกำไรก็จะตกเป็นของเจ้ามืออยู่ดี เพราะเรากำลังฝืนกฎหลักคณิตศาสตร์ความน่าจะเป็นง่ายๆของเด็กมัธยม เรากำลังพยายามผลักกำเเพงที่เเข็งเเกร่งมากอยู่                      (ปล.ผมเชื่อว่าเทรดเดอรืที่เทรดมานานจะติดเกาะเดียวกันเป็นชุมชนที่แออัดมาก คือ อยู่รอดเเละทำกำไรในตลาดได้ เเต่ยังไม่รวย เป็นชุมชนที่หนาเเน่นมาก สำหรับผู้รอดชีวิตขั้นที่ 4! มีเทรดเดอร์เพียง 3เปอร์เซนที่สามารถ ผ่านขั้นที่4 สู่ขั้นที่ 5ได้ โดยใช้กุญเเจดอกสุดท้ายไขออกไป กุญเเจที่ชื่อว่า ..Let profit run... ) 
เป็นบทความสั้นๆ แต่ได้ใจความนะครับ ฝากให้ทุกคนที่เป็นเทรดเดอร์ช่วยเก็บไปคิดดูนะครับ ขอบคุณครับ 

Credit: คุณ หัวใจหล่อมาก ไลค์ อย่างเดียว(Facebook)

วันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2555

บริหารเงินด้วย OKPay


OKPAY นำเสนอรูปแบบใหม่ของการชำระเงินแบบมาสเตอร์การ์ดด้วยบัตรเดบิตจำลอง (Virtual Prepaid MasterCard)


           ในปัจจุบัน OKPAY เป็นหนึ่งในการพัฒนารูปแบบไดนามิกทางการเงินที่มากที่สุด. OKPAY สามารถใช้ได้กับลูกค้าทั่วโลกตั้งแต่ปี 2010 ที่มุ่งเน้นให้ลูกค้าได้รับความสะดวกและเต็มปี่ยมไปด้วยการให้บริการทางการเงินที่สามารถเชื่อถือได้เสมอของบริษัท 

           ผู้บริโภคเกือบพันล้านคนทั่วโลกไม่มีบัตรเครดิต และหลายคนที่มีบัตรเครดิตไม่ต้องการที่จะใช้บัตร เพราะเหตุผลกังวลในด้านความปลอดภัยต่างๆ เพื่อบริการให้ทางออกโซลูชั่นสำหรับลูกค้าเหล่านี้ บริษัท OKPAY ขอนำเสนอรูปแบบของบัตรเดบิตแบบจำลอง 

          ประโยชน์หลักของบัตรเดบิตจำลองคือ การรักษาความปลอดภัยสูงสุด , ไม่ต้องมีการประเมินผลเครดิต (ไม่จำเป็นต้องยื่นหลักฐานในการขอรับบัตรเครดิตเหมือนธนาคารทั่วไป ทางบริษัท Okpay อาจจะขอเอกสารที่จำเป็นเท่านั้น ) ,ง่ายพร้อมสำหรับการใช้งานได้ทันที 
ประโยชน์ของ บัตรจำลอง OKPAY Virtual Debit Card 

          OKPAY มาสเตอร์การ์ด (OKPAY MasterCard) เอื้ออำนวยให้ลูกค้าสามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น และแหล่งที่มาของการชำระเงินออนไลน์ที่มีความปลอดภัยและเชื่อถือได้ กับร้านค้าปลีกหลายล้านแห่งทั่วโลก. โดยใช้ระยะเวลาอันสั้นในการสมัครที่ลูกค้าจะได้รับการรับรองและอนุมัติให้ใช้งานบัตรจำลอง (ข้อมูลหลักที่มีในบัตรจำเป็นสำหรับการซื้อสินค้าออนไลน์) 

          บัตรจำลองมีหมายเลขชั่วคราวสำหรับการใช้งานเพียงครั้งเดียวหรือหลายการซื้อสินค้าออนไลน์ หมายเลขบัตรนี้ไม่มีประโยชน์สำหรับแฮกเกอร์ เพราะถึงแม้ว่าหมายเลขบัตรจะถูกเปิดเผยก็ไม่สามารถที่จะใช้งานได้เหมือนบัตรเครดิตทั่วไป เพราะไม่สามารถที่จะถอนเงินออกจากบัตรได้ (โดยปกติบัตรเครดิตทั่วไปสามารถที่จะใช้งานได้หากมีบุคคลอื่นทราบรหัสและหมายเลขบัตรของคุณ แต่มันจะไม่สามารถใช้งานได้นี้บัตรจำลองนี้เพราะมีหมายเลขบัตรและรหัสการใช้งานที่สามารถใช้ได้เพียงครั้งเดียว)  เพื่อให้การช้อปปิ้งออนไลน์มีความปลอดภัย บริษัท OKPAY แนะนำให้โอนเงินไปยังบัตรจำลอง ในขณะที่เมื่อคุณพร้อมจะซื้อสินค้า การโอนเงินด้วยวิธีนี้สามารถกำหนดค่าใช้จ่ายให้ตรงกับราคาที่ชำระเงิน และยอดเงินในบัตรจะยังคงว่างเปล่าจนกว่าจะมีการชำระเงินในครั้งต่อไป 

          ในปัจจุบัน ลักษณะการโจรกรรมยังคงเป็นความกังวลหลักที่สำคัญ หมายเลขบัตรจำลองจะไม่นำไปสู่หมายเลขบัตรเครดิตจริงหรือบัญชีเงินฝากธนาคารที่เกี่ยวข้องกับมัน. บัตร OKPAY จำลองเป็นบัตรระบบเติมเงิน (Pre-Paid card) ซึ่งหมายความว่ามีวงเงินในการใช้จ่าย, และไม่ได้เชื่อมโยงกับยอดเงินในกระเป๋าเงินของคุณ
ในการสร้างบัญชีใช้เวลาเพียงไม่กี่วันที่จะได้รับหมายเลขบัตรจำลองที่สามารถใช้งานได้ในทันที สำหรับการสั่งซื้อสินค้าบนร้านค้าออนไลน์ ซึ่งเป็นบัตรที่ถูกต้องในการชำระสินค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีร้านค้ามากกว่า 33 ล้านแห่งทั่วโลกที่ยอมรับระบบ MasterCard ®
"เป้าหมายของเราคือ การสร้างระบบการชำระเงินที่ดีที่สุดให้บริการทางการเงินที่เหมาะสมและสะดวกสบายสำหรับผู้ขายและผู้ซื้อ เราได้ฉลองวันเกิดครั้งที่สองของเราเมื่อไม่นานที่ผ่านมา และเรามีความยินดีที่จะเห็นความพึงพอใจของลูกค้าและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง " คำกล่าวของ Konstantin Romanovsky ,ประธานบริษัท OKPAY และซีอีโอ.
"เรามีความยินดีที่จะปรับปรุง OKPAY. เวลานี้เราต้องการที่จะนำเสนอคุณด้วยตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการช้อปปิ้งออนไลน์ที่ปลอดภัยด้วย – บัตรเดบิต OKPAY จำลอง!” 
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรูปแบบบัตรเดบิต OKPAY เสมือนจริง (บัตรเดบิต OKPAY จำลอง) สามารถติดตามได้ที่หน้าข่าว OKPAY News. 


เกี่ยวกับบริษัท OKPAY 

Okpay.com เป็นเว็บไซต์ P2P และ B2C ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ระบบการชำระเงินที่มีบัญชีจำลอง สามารถดาวน์โหลดได้ง่าย ,ส่งเงิน,รับเงิน และถอนเงิน ได้ดีเช่นเดียวกับการซื้อสินค้าออนไลน์
OKPAY เป็นระบบระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่แพร่กระจายอย่างกว้างขวาง และเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการ eWallet ชั้นนำของโลก ซึ่งมีผู้ถือบัญชีมากกว่า 300,000 บัญชี    เครือข่ายการชำระเงิน OKPAY นำเสนอตัวเลือกการชำระเงินที่มากมาย สำหรับธุรกิจในกว่า 200 ประเทศภายใต้การบูรณาการเพียงครั้งเดียว. OKPAY ช่วยให้คุณสามารถควบคุมทางด้านการเงินออนไลน์ได้อย่างสมบูรณ์แบบและมีประสิทธิภาพ 

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://www.okpay.com/th/company/news/okpay-virtual-cards.html 

สมัครได้ฟรีที่นี่ https://www.okpay.com/th/account/signup.html


OKPAY คือ E-currency ที่พึ่งเปิดใหม่ ซึ่งสามารถซื้อขายเงินได้กับผู้ขาย เหมือนกับ LR และ Webmoney อีกทั้งยังสามารถถอนเงินได้ เหมือนกับ Paypal และ Moneybookers ผ่านธนาคารไทยโดยตรง  

พิเศษสามารถเปลี่ยน E-currency ต่างๆ เช่น LR, AP , PM ให้เป็นเงินใน OKPAY แล้วสามารถกดถอนผ่านธนาคารไทยเช่นกัน หรือสามารถนำไปใช้ในการจ่ายเงินออนไลน์รวมถึงใช้เป็นการฝากถอนเงินในการเล่น Forex


คลิ๊กเพื่อสมัครเปิดบัญชีได้ที่นี้ https://www.okpay.com/


1. ขั้นตอนการสมัครเปิดบัญชี
http://www.e-currencystore.com/e-curren ... okpay.html

2. วิธีการ verify บัญชี (ต้อง verify บัญชีก่อน ถึงจะถอนเงินได้)
http://www.e-currencystore.com/e-curren ... okpay.html

3. วิธีเพิ่มบัญชีธนาคาร
http://www.e-currencystore.com/e-curren ... okpay.html

4. วิธีฝากเงิน และเปลี่ยน LR เป็นเงินในบัญชี OKPAY เพื่อกดถอนเงินผ่านธนาคารไทย
http://www.e-currencystore.com/e-curren ... okpay.html


หมายเหตุ 

1. ถ้าจะเอาขั้นตอนต่างและรูปภาพไปเผยแพร่ กรุณา ให้เครดิตด้วยนะครับ  " e-currencystore.com "
2. หนึ่งคน ต่อ หนึ่งบัญชีเท่านั้นครับ หากสมัครมากกว่าหนึ่งบัญชี โดนลบ ครับ
3. ถ้าจะเปลี่ยนจาก LR, AP และ PM เป็นเงิน ใน OKPAY ขั้นต่ำ 100 ดอล ครับ
4. ส่วนบัตรตอนนี้เปิดให้กรอกและขอบัตรเดบิตได้แล้วนะครับ ดังนั้นมีทางเลือกสามแบบใน OKPAY สำหรับถอนเงิน

- ผ่านธนาคารโดยตรง ข้อดีคือ รวมค่าธรรมเนียมแล้วประหยัดกว่า แต่ข้อเสีย ต้องถอนอย่างต่ำ 500 ดอล และถ้าจะให้ได้ค่าธรรมเนียมถูกสุดคือต้องถอน 5000 ดอล และรอ 2-5 วันทำการ
- บัตร Master Debit Card ข้อดีคือ ยอดเงินไม่ถึง 500 ดอล ก็กดถอนได้ สะดวกรวดเร็ว ข้อเสีย เสียค่าธรรมเนียมบัตร 
- ถอนผ่าน Exchanger ซึ่งกำลังจะมีให้บริการเร็วๆนี้


เลข SWIFT CODE ธนาคารต่างๆ ในประเทศไทย
ธนาคารกรุงเทพ : BKKBTHBK 
ธนาคารไทยธนาคาร : UBOBTHBK
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา : AYUDTHBK
ธนาคารกสิกรไทย : KASITHBK 
ธนาคารกรุงไทย : KRTHTHBK
ธนาคารนครหลวงไทย : SITYTHBK 
ธนาคารไทยพาณิชย์ : SICOTHBK
ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ : SCBLTHBX
ธนาคารทหารไทย : TMBKTHB 
ธนาคารยูโอบี : BKASTHBK


วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2555

Leverage คืออะไร





Leverage 1:100 แปลว่า เราใช้ทุนของเราเองเพียง 1 เพื่อสั่งซื้อ-ขาย 100 เช่น เราจะสั่งซื้อ EUR มาถือไว้ โดยจะซื้อที่ราคา 1.3502 จำนวน 100 USD (คือได้มา 74.0631 EUR) เราไม่ต้องใช้ 100 USD ครับ เราจะใช้เพียง 1 USD เพื่อแลก 74.0631 EUR มาถือไว้ ซึ่งเมื่อเราขายคืนไปที่ 1.3552 หรือกำไรมา 0.0050 แทนที่เราจะกำไรแค่ นั้น จะกลายเป็นว่าเราจะทำกำไรได้ 0.50 usd แปลว่าเราสามารถทำกำไรได้ 50% จากเงินที่เราลง (เราลงเพียง $1 เพื่อทำกำไร $0.50)

แต่ไม่ต้องห่วง นะครับ ว่าเราจะมีเงินพอรึเปล่า เวลามี Leverage แบบนี้ เพราะเวลาเทรดเราจะสั่งเทรดอย่างมาก ไม่เกิน 40% ของทุน (แต่แนะนำที่ 10% ครับ จะได้มีเหลือไว้แก้ตัว) เช่นถ้าเรามีทุน $100 เราก็สั่งเทรดเพียง $10 หรือ 10% (แต่เวลาสั่ง $10 คือ 1,000 unit นะครับ ที่ Leverage 1:100) 10% ที่ใช้ เราจะเรียกว่า used margin เวลาราคาวิ่งขึ้นหรือลง มันจะมาบวก หรือ ลบ ที่ 90% ที่เหลือ หรือที่เรียกว่า available margin หากเราติดลบไปเรื่อยๆ จน available หมด ระบบจะทำการตัดขาดทุน โดยการปิด order นี้ โดยอัตโนมัติ นั่นคือ โบรกเกอร์จะไม่ยอมขาดทุนแทนเราหรอกครับ

คิด คร่าวๆ คือ เราจะทำกำไร (ขาดทุน) ได้ ประมาณ 1% ต่อ pip จากเงินทุนของเรา (คู่อื่นอาจจะไม่ถึง 1% บางคู่ก็มากกว่า เช่น EUR/GBP ตกประมาณ 2% ครับ)

นั่น หมายความว่า ด้วยทุนเพียง $100 (3,400 บาท) คุณจะสามารถทำกำไรได้ถึงจุดละ $1 (สั่งเทรด 10,000 unit) หากทำได้ 10 จุดต่อวัน ก็วันละ $10 หรือ 340 บาท (โดยประมาณ) หรือวันละ 10%

และด้วยทุนเพียง $1,000 (34,000 บาท) เราจะสามารถทำกำไรได้ถึงจุดละ $10 (สั่งเทรด 100,000 unit) หากทำได้ 10 จุดต่อวัน ก็วันละ $100 หรือ 3,400 บาท

หรืออาจจะเริ่มเพียง $1 (34 บาท) โดยจะได้จุดละประมาณ 1 เซ็นต์

ค่อยๆ สะสมไปก็ได้ครับ เพราะมีแล้วคนที่ปั้น $5 จากทุนฟรีที่ Marketiva มีให้ ไปเป็น $1,000 ใน 3 เดือน

ลอง คิดดูเล่นๆู ล่ะกันครับ ถ้าเพียงคุณสามารถทำกำไรได้ 10% ของทุนต่อวัน เพิ่มไปเรื่อยๆ 6 เดือน (120 วันเทรด) จะเป็นเงินเท่าไหร่ จากทุนเพียง $5

เป็น $463,545.34 หรือ 15,765,541.60 บาท ครับ โอ้ววววว พระเจ้าช่วย (ทำได้แค่ 5% ของไอเดียนี้ก็หรูแล้วครับ)

ปกติ EUR/USD จะไม่แรงมาก ทำวันละ 20-30 จุดได้ หากเป็นบางคู่ เช่น GBP/JYP (ทุกวันนี้ผมเล่น GBP/JYP เป็นหลัก เพราะแรง เร้าใจ) ผมเคยทำได้มากสุด +250 จุด เพียงช่วงเวลาที่ผมหลับ (เที่ยงคืน) จนมาถึงเวลาที่ผมตื่น (7 โมงครึ่ง) หรือ 250% ของเงินทุนที่ผมเทรด

ที่ FxOpen ให้เราสามารถ up Leverage ได้สูงสุดถึง 1:500 นั่นแปลว่า เราใช้ทุนตัวเองเพียง $200 ในการเทรด 100,000 unit (หรือ 1 lot จะได้จุดละ $10) เองครับ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น Leverage ก็เป็นดาบ 2 คม ที่ทั้งทำให้ รวย-จน ได้ในพริบตา

Leverage และการที่มันวิ่งขึ้นลงทั้งวัน นี่แหล่ะครับ ที่ทำให้ Forex สนุก และเร้าใจ

อธิบายเพิ่มเติม เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้นครับ...

Leverage ที่มากขึ้น ทำให้ใช้ margin น้อยลงครับ เช่น

หากเราสั่งเทรด 1 Lot (บน mt4 จะมีค่าเท่ากับการเทรด Quantity = 100,000 unit ที่ marketiva)

หากใช้ Leverage 1:100 จะใช้ margin = $1,000 โดย 1 pip จะมีค่า = $10
หากใช Leverage 1:200 จะใช้ margin = $500 โดย 1 pip จะมีค่า = $10
หากใช Leverage 1:500 จะใช้ margin = $200 โดย 1 pip จะมีค่า = $10

สังเกต นะครับ ผมสั่งเทรดจำนวนเท่ากัน คือ 1 Lot (หรือ Quantity = 100,000 unit ที่ marketiva ซึ่ง) และ 1 pip นั้น ไม่ว่าจะใช้ Leverage เท่าไหร่ จะมีค่าเท่ากัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ margin ที่ใช้ลดลง

ข้อดีของ Leverage ที่มากขึ้น คือการได้ใช้ margin ลดลง อาจะทำให้ถือลบ ได้นานอีกหน่อย (ถ้าจะถือจนลบหมดตัว)

แต่ ข้อเสียคือ ถ้ามองถึงการใช้ margin และยังคงดูเรื่อง fund management ที่เราพยายามเทรดไม่เกิน 10% ของทุน การที่ Leverage มากขึ้น เช่น เพิ่มจาก 1:100 ไปเป็น 1:200 แล้วเรายังคงเทรดโดยใช้ margin 10% สิ่งที่จะแตกต่างกันคือ (ถ้าทุน $10,000 เทรด โดยใช้ margin $1,000)

1:100 ต้องสั่งเทรด 1 Lot (หรือ 100,000 Quantity) เพื่อใช้ margin $1,000 จะได้ 1 pip = $10 ซึ่งถ้า -900 จุด จะโดน cut loss

แต่

1:200 ต้องสั่งเทรด 2 Lot (หรือ 200,000 Quantity) เพื่อใช้ margin $1,000 จะได้ 1 pip = $20 ซึ่งถ้า -450 จุด จะโดน cut loss
(จริงๆ marketiva สั่งได้มากสุดแค่ 100,000 แต่ e-mail ขอ support เพิ่มเป็น 200,000 ได้)

ซึ่ง ถ้าจะใช้ให้ถูก ถึงเราจะเลือก 1:200 เราก็ควรจะเทรดที่ 1 Lot (หรือ 100,000 Quantity) เหมือนเดิม เพื่อที่จะใช้ margin ลดลงเหลือ $500 ซึ่ง 1 pip จะยังคง = $10 และจะโดน cut loss เมื่อ -950 จุด (ยืดมาได้ 50 จุด จากที่ใช้ 1:100 ที่ลบได้แค่ 900 จุด)

ป.ล. marketiva เราไม่สามารถเลือก Leverage ได้ครับ ต้องใช้ 1:100 ครับ - สำหรับโบรกอื่น จะเป็นโปรแกรมเทรดที่เรียกว่า mt4 (เช่น FxOpen, FxClearing และ LiteForex) สามารถเลือก Leverage ได้

วันจันทร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2555

วางแผนเป็น.ชนะไปครึ่งทาง

"สุดยอด" เทคนิค วางแผนเป็น...ชนะไปครึ่งทาง
หลักการวางแผนนั่นจริงๆแล้วมีมากมาย
หลังจากการได้เรียนรู้จากประสบการณ์และจากการอ่านตามหนังสือต่างๆ กฏข้อใหญ่ๆมักจะพูดเสมอ
ให้คิดเสมอๆ การเข้าครั้งนี้จะไม่ขาดทุน (เพื่อเตือนสติให้ตัวเอง)
              :: รักษาเงินต้นไว้ให้ดี
              :: ควรทำอย่างไรจึงได้กำไร (หลักอะไรบ้าง วิธีใดบ้าง เวลา จังหวะ ความเหมาะสม)
              :: และควรเทรดอย่างไรให้เทรดได้ผลกำไรต่อเนื่อง สม่ำเสมอ
1  อย่าพยายามเทรดในช่วงที่เราไม่รู้ (ช่วงที่อ่านกราฟไม่ออก มองไม่ชัดเจน กราฟไม่สวย ไม่แน่ใจ...)
2  อย่ารีบจนเกินไปและยื้อการขาดทุน ( อย่าปล่อยให้ความโลภยืนเหนือเหตุผล และขาดทุนเพราะคิดว่าเดี๋ยวก็กลับมา)
3  อย่าต่อต้าน แนวโน้มหลัก ( กราฟมักจะมีแนวโน้มเสมอๆ ระยะสั้นๆอาจจะsideway แต่ระยะเวลามากขึ้นยังคงเป็นขาขึ้นอยู่..)  
4  จงเรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเอง ( ทำอย่างไรเพื่อให้ขาดทุนน้อยลง ทำอย่างไรที่จะหาวิธีในการลงทุนที่สามารถทำกำไรได้ เรียนรู้ความผิดพลาด
ตลาดสอนอะไรเรา ตัวไหนที่มักจะทำกำไรให้เราเสมอๆ หาเหตุและผล เพราะอะไร)            
5  ทำการบ้านก่อนเทรดเสมอๆ จดและบันทึกลงสมุด ( มองกราฟ วิเคราะห์กราฟจาก 1d --->4h--->1h--->30h--->15m ความสัมพันธ์เป็นยังไง เริ่มลงทุนควรเริ่มที่เท่าไหรก่อน ตามความเหมาะสมของลักษณะกราฟว่ามั่นใจแค่ไหน หลายๆคนมักจะมองข้ามการจดบันทึก จดตัวที่เราสนใจจุดไหนน่าสนใจ ถ้าเข้าแล้วจุดไหนควรออกยอมตัดขาดทุน แนวรับแถวไหน แนวต้านแถวไหน มาถึงตรงนี้ถึงเข้าเลื่อนลงไปตัดขาดทุนทันที หลายๆคนมักมองข้ามแบบแผนนี้เสมอๆ ส่วนใหญ่มักเปิดกราฟแล้วเทรดเลยเป็นวิธีคิดที่หยาบเกินไปยังไม่ละเอียดพอ)
6 มีสมาธิในช่วงนั่นๆ (เงินทำเงินควรตั้งใจและมีสมาธิ)












จุดนี้น่าสนใจมากๆ

แนวทางหลักการของ วอเร็น บัฟเฟ็ตต์  

โดยทฤษฎีของ บัฟเฟ็ตต์ นั่นจะลงทุนโดยแนวคิด พื้นฐาน วินัย ความอดทน  เป็นทฤษฎี ค่อยๆรวย โดยลงแบบผู้รอบรู้ หลักสูตรรวยทางลัดไม่มี มักจะกลายเป็นหลักสูตรจนทางลัดแทน
โดย เราจะนำแนวคิดของบัฟเฟ็ตต์มาประยุกต์ใช้ทาง Technical Analysis ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนแบบ speculate (เก็งกำไร เล่นสั้น) นักลงทุนระยะกลาง ระยะยาว ใช้ได้หมด

1. เลือกความเรียบง่ายมากกว่าความซับซ้อน 
2. ฝึกความอดทน  (รอจังหวะที่ดี อย่ารีบ)
3. มีสติและควบคุมอารมณ์ได้
4. คิดอย่างอิสระ
5. ไม่สนใจ ไม่วอกแวกจากภาพรวมภายนอก
6. ไม่ลงทุนด้วยสัญชาตญาณ (คิดเอง เดาเองหรือเสี่ยงเล่นดู ) 
7. ฝึกการอยู่นิ่งๆ ไม่ซื้อขายมากเกินไป
8. เป็นนักฉวยโอกาสเมื่อตลาดมีสภาวะสดใส ชัดเจน
9. อย่าตีบอลทุกลูกที่ขว้างมา (อย่าเข้าๆออกๆบ่อยเกินไป)
10. จงอยู่ในขอบเขตความรู้ของคุณ (มีความรู้แบบไหนก็ใช้วิธีเล่นแบบที่คุณรู้ )
11. จงตื่นกลัวเมื่อคนอื่นกำลังโลภและจงโลภเมื่อคนอื่นกำลังตื่นกลัว
12. อ่านและอ่านให้มากแล้วคิดให้ดี
13. อย่าทำพลาดแล้วเรียนรู้จากความผิดความของผู้อื่น
14. ก้าวสู้การเป็นนักลงทุนผู้รอบรู้และ ฝึกที่จะพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง

...เดี๋ยวมาดูกันว่า วางแผนเป็น มีหลักการคิดที่ดี มีกลยุทธ์ที่ดี โดยประยุกต์ใช้แนวทางบัฟเฟตต์มาใช้ทาง Technical Analysis....

ลงทุนโดยใช้ Technical Analysis

ลงทุนด้วยความเรียบง่าย ชัดเจน อย่าพยายามหาคำตอบที่ซับซ้อน มองกราฟแบบง่ายๆ มองกราฟให้ออกก่อน แบบที่เราเข้าใจ มีแนวโน้ม ไม่ซับซ้อนเกินไป มองแนวรับ แนวต้านที่ชัดเจน(แข็งแกร่ง)

"เมื่อมองกราฟ แล้วคุณเข้าใจ"

------------------------------------------------------------------------

อย่าพยายามหาคำตอบที่ซับซ้อน
บัฟเฟตต์ให้แนวคิดค้นแนวทางสู่ความสำเร็จโดยลงทุนหุ้นที่ไม่ซับซ้อนโดยที่ตัวเขาเองไม่สามารถเข้าใจได้ หลักการที่ 
บัฟเฟตต์เรียนรู้จาก เบนจามิน เกรแฮม อาจารย์ของเขา คือ “คุณไม่จำเป็นต้องทำเรื่องยากๆเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีเยียม”  “ทำให้ง่ายๆคือเป้าหมายของคุณ” นี่คือแก่นแท้ของปรัชญาการลงทุนแบบ บัฟเฟตต์ หลักการง่ายๆนี้แสดงให้เห็นถึง
ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่

"ถ้าคุณไม่เข้าใจ มองกราฟไม่ออก อย่าเข้าซื้อ-ขายเด็ดขาด"
ดูตามรูปครับ  1 และ 1.1----->ลงทุนด้วยความเรียบง่าย ชัดเจน อย่าพยายามหาคำตอบที่ซับซ้อน
               2,2.1,2-2---->อย่าพยายามหาคำตอบที่ซับซ้อน (ควรอดทนรอและอยู่นิ่งๆ)













จงตัดสินใจลงทุนด้วยตัวคุณเองและมีสติตลอดเวลา

บัฟเฟฟต์ แนะนำว่า ปล่อยให้คนอื่นๆตื่นตระหนกไปกับตลาดแล้วเมื่อมันสงบคุณจะได้ประโยชน์จากมัน  
ควรเป็นนักลงทุนผู้รอบรู้  มีสติที่ดี คุณต้องควบคุมอารมณ์ได้ตลอดเวลา การมีสติที่ดียังหมายถึง ควบคุมจิตใจเมื่อต้องรับมือกับสภาวะต่างๆในตลาด สติ ดีที่ยังหมายถึง การมีวินัย คุณจะทำอย่างไรถ้าตลาดไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์  และคุณจะทำอย่างไรเมื่อเป็นตลาดกระทิงหรือตลาดหมีเต็มตัว

ควรระวังสติของตัวเองในด้านความโลภและความกลัว
 ควรเปลี่ยนความกลัวเป็นความกล้า กล้าที่จะซื้อ-ขาย(เมื่อมองเห็นสัญญาณ)กล้าที่จะยอมตัดขาดทุนให้ไว (เมื่อรู้ว่าผิดทาง มีการกลับตัวของทิศทาง) ควรตัดความโลภภายในใจตัวเอง


เบนจามิน เกรแฮม  อาจารย์ของบัฟเฟตต์ เคยพูดว่า “ปัญหาใหญ่และศัตรูตัวร้ายของนักลงทุนก็คือตัวเขาเอง” อย่าตื่นตกใจในความสับสนของตลาด อย่าปาเป้าโดยการซื้อ-ขาย บ่อยๆและตลอดเวลา
(จากการวิจัยพบว่า ยิ่งซื้อ-ขายมากเท่าใดโอกาสขาดทุนก็มากเท่านั่น)
รู้จักตัวเองและตัดสินด้วยตัวคุณเอง คุณต้องมีวินัยและความอดทน ทำการบ้านของคุณและคิดให้รอบคอบเพื่อตัวคุณเอง


บัฟเฟตต์พูดว่า ความสำเร็จในตลาดหุ้นนั้น คุณต้องการเพียงแค่สติปัญญาธรรมดาๆ และต้องการความสามารถในการควบคุมอารมณ์และจิตใจ   ถ้าคุณสามารถใจเย็นอยู่ได้ในขณะที่คนอื่นๆรอบข้างกำลังตกใจคุณก็เป็นต่อในการลงทุน

จงอดทน
บัฟเฟตต์เรียนรู้อย่างรวดเร็วว่า การลงทุน ต้องมีความอดทน
ความ อดทนไม่ใช้เรื่องง่ายๆแต่เป็นส่วนที่สำคัญอย่างยิ่งของการควบคุมอารมณ์ในการ ลงทุน (เมื่อรู้กราฟเป็น sideway เลี่ยงโดยการปิดโปรแกรมแล้วหาอย่างอื่นทำดีกว่า) อย่าปล่อยให้ความอยากเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการอดทนรอในช่วงที่ไม่น่าเข้าเทรด

เมื่อ ซื้อ-ขายจงใจเย็นและไม่หลงระเริงไปกับ “ความฟุ่มเฟือยที่ไม่เหมาะสม”และตกอยู่ในอำนาจของความกลัวเพราะถ้าแนวโน้ม ขึ้นก็มักจะขึ้นต่อไป แต่จงอย่าโลภเมื่อมีสัญญาณกลับตัวให้เห็น(ออกให้เร็ว) มีวินัยเมื่อระบบเปลี่ยนทิศทาง

เบนจามิน เกรแฮม เคยกล่าวในหนังสือ “The Intelligent Investor” ว่าเราได้เห็นเงินจำนวนมากตกเป็นของคนธรรมดาๆที่ รู้จักการควบคุมสติให้เหมาะสมกับขบวนการลงทุนของพวกเขา มากกว่าพวกที่มีความรู้ด้านการเงินการบัญชีและผู้เชี่ยวชาญที่ขาดความอดทน

จงซื้อ-ขายต่อเมื่อคุณมั่นใจและแน่ใจแล้วเท่านั่น ถ้ายังไม่มั่นใจควรอยู่นิ่งๆก่อน อย่ามองและเช็คกราฟตลอดเวลา(รอจังหวะให้เป็น)
---------------------------------
Ex.รูป1 การเทรดไม่จำเป็นต้องเข้าๆออกๆ บ่อยครั้งในหนึ่งวัน
    รูป2 คุณต้องมีวินัยและความอดทน ทำการบ้านของคุณและคิดให้รอบคอบเพื่อตัวคุณเอง

วางแผน จดบันทึก และลากวาดเส้นลงบนกราฟ นำหลักการของ John Murphy มาต่อยอด

1 มองหาแนวโน้ม
ใน กราฟมีแค่ 3 แบบ ขาขึ้น ขาลง ด้านข้าง ใช้กราฟวิเคราะห์ราคาจากระยะยาวเมื่อมองภาพใหญ่จะเห็นว่าตลาดเป็นรูปแบบไหน ทำอะไรอยู่และจะมองภาพรวมตลาดได้ง่ายขึ้น

เมื่อมองภาพระยะยาว(กราฟวัน สัปดาห์ เดือน)แล้วจึงค่อยมามองภาพระยะสั้น(ระหว่างวัน) การไปดูกราฟระยะสั้นๆก่อนมักจะทำให้มองผิดพลาดได้ง่ายกว่า(เกิดการหลอก ของกราฟ)เพราะแนวโน้มกราฟมักจะเดินทางตามกราฟระยะยาวเสมอๆ ดังนั่นถ้าคุณเป็นนักเทรดระยะสั้น วันต่อวัน นักเก็งกำไร คุณควร ซื้อ-ขาย ตามแนวโน้มระยะกลาง และระยะยาว


2 เดินทางไปกับแนวโน้มนั่นๆที่เกิดขึ้น  
พิจารณาแนวโน้มที่เกิดขึ้นว่าเป็นแบบไหนเมื่อรู้แล้วจึงเดินตามแนวโน้มทางนั้น
แนว โน้มของตลาดจะมีทั้ง  ระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว คุณต้องรู้ก่อนว่าคุณเป็นนักลงทุนประเภทไหน สั้น กลาง ยาว แล้วจึงเลือกกราฟให้เหมาะสม เมื่อถึงเวลาเทรดให้เทรดไปตามทิศทางแนวโน้มตามระยะเวลาที่คุณเลือก

''สำคัญ'' ซื้อเมื่อตอนที่ราคาลดต่ำลงมา(ลงมาปรับฐาน พักตัว ทำแนวรับ)ในแนวโน้มของเทรนขาขึ้น
            ขายเมื่อตอนที่ราคาดีดตัวขึ้นไป(ขึ้นมาปรับฐาน พักตัว ทำแนวต้าน)ในแนวโน้มของเทรนขาลง 

ถ้าคุณเป็นนักลงทุนระยะกลางให้ใช้กราฟรายวัน รายสัปดาห์


ถ้าคุณเป็นนักลงทุน ซื้อ- ขายภายในวันเดียว ใช้กราฟวันและระหว่างวัน
อย่าง ไรก็ตามจะเลือกเทรดแบบไหน เราต้องดูกราฟที่ระยะยาวกว่าเพื่อดูแนวโน้มก่อน แล้วจึงใช้กราฟระยะเวลาที่เราต้องการเทรดสำหรับการซื้อ-ขาย

ดูตัวอย่างรูป ของการมองหาแนวโน้มจากระยะยาว เพื่อไปเทรดระยะสั้น
 รูป 1 (รูปกราฟ1dมองว่าเกิดอะไรอยู่) 2 (รูป4hว่าเกิดอะไรอยู่) 3 (รูป15เพื่อหาจังหวะเทรด) จากเวลา เดียวกัน  และตัวอย่าง ซื้อที่แนวรับ  ขายที่แนวต้านของการเดินทางแนวโน้มที่เกิดขึ้น รูป4 ของขาขึ้น   รูป5 ของขาลง









3 หาจุดต่ำสุดของราคาและจุดสูงสุดของราคา
รู้จุดต่ำสุด คือ แนวรับ จุดสูงสุด คือ แนวต้าน หาให้เจอ(แล้วขีดไว้กันลืม) 
หาแนวรับและแนวต้าน
ตำแหน่งที่ดีที่สุดคือ ซื้อที่แนวรับ(ใกล้ๆแนวรับ) ในช่วงแนวโน้มขาขึ้น 
ตำแหน่งที่ดีที่สุดคือ ขายที่แนวต้าน(ใกล้ๆแนวต้าน) ในช่วงแนวโน้มขาลง

เมื่อ ราคาทำยอดสูงใหม่กว่าจากนั้นจะกลับมาเป็น(แนวรับ) เมื่อราคาวกกลับลงมาหรือเรียกว่า สูงเก่ากลายเป็นจุดต่ำใหม่ (ของแนวโน้มขาขึ้น)
เมื่อราคาทะลุจุดต่ำสุดจากนั้นจะดีดกลับมาเป็น(แนวต้าน) เมื่อราคาดีดตัวขึ้นไป เรียกว่า ต่ำเก่ากลายเป็นจุดสูงใหม่ (ของแนวโน้มขาลง)
ดูตัวอย่างรูป ขาขึ้น และ ขาลง

------------------------------------------------------------------------------------------------------

4 การปรับฐาน ราคาจะปรับฐานลึกแค่ไหน
การขึ้นก็ขึ้นเป็นรอบ ในรอบการขึ้นก็ต้องมีการปรับฐานเพื่อขึ้นต่อ
การลงก็จะลงเป็นรอบ ในรอบการลงก็ต้องมีการปรับฐานเพื่อลงต่อ
รอบการขึ้น รอบการลงมีการปรับฐานเหมือน คลื่น  
เราสามารถวัดการปรับตัวที่เกิดขึ้นได้ในสัดส่วนง่ายๆ
การปรับตัวที่ระดับ 50% ของแนวโน้มก่อนหน้าเป็นสิ่งที่พบเห็นบ่อยที่สุด
สัดส่วนที่น้อยที่สุดมักจะเป็นหนึ่งในสามของแนวโน้มก่อนหน้า(33.38%) ของการปรับตัวและมากที่สุดสองในสาม(66.66%)

สำหรับการปรับตัวตามตัวเลข Fibonacci คือ 38% และ 62%เป็นตัวเลขที่สำคัญของการปรับฐานหรือปรับตัวของราคา
เมื่อ เกิดแนวโน้มขาขึ้นหากจะซื้อควรรอการปรับฐานโดยดูตามระดับตัวเลข Fibonacci ที่สำคัญๆเพราะมักจะเป็น แนวรับที่สำคัญ เพื่อลงมาสะสมแรงแล้วไปต่อ  
ดูตัวอย่างรูป เตรียมลาก และ fibo@ จังหวะแรก fibo@2จังหวะที่สองของแนวโน้ม fibo@3จังหวะที่สามของแนวโน้ม

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
5 ลากเส้น(แนวโน้ม)
ลากเส้นแนวโน้ม เส้นแนวโน้มเป็นการมองและลากง่ายๆแต่ได้ผล สิ่งที่ต้องทำก็แค่ลากเส้นแนวโน้ม
ขาขึ้นของการลากก็จะมีการพักตัวในเส้นที่ลากแล้วขึ้นต่อ
ขาลงของการลากก็จะมีการพักตัวในเส้นที่ลากแล้วลงต่อ
จนกว่าจะมีการทะลุเส้นแนวโน้มนั่นๆได้มักจะเกิดสัญญาณการกลับตัวของแนวโน้มนั่นๆ
เส้น ที่ดีควรมีการแตะของราคาอย่างน้อยถึงสามครั้ง(ไม่ทะลุหลุดเส้น)  เส้นยิ่งยาวยิ่งดีบอกแนวโน้มนั่นแข็งแรง(ลากแล้วหลุดเร็วแสดงเส้นสั้น)
และยิ่งถูกทดสอบโดยการแตะที่เส้นมากเท่าไหร่(เหมือนสะสมแรง)ยิ่งเป็นนัยสำคัญที่ต้องพิจารณา

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

6 ใช้เส้นค่าเฉลี่ย
เส้นค่าเฉลี่ยจะให้สัญญาณในการซื้อ – ขาย บอกถึงแนวโน้มขณะนั้นยังเกิดขึ้นอยู่หรือว่าเปลื่อนแล้ว
เส้นค่าเฉลี่ยไม่ได้บอกแนวโน้มอนาคตว่าราคาจะไปทางไหนแต่ก็สามารถบอกถึงการเปลื่อนแนวโน้มได้ดีมากๆ
การใช้เส้นค่าเฉลี่ย 2 เส้นเป็นที่นิยมในการหาสัญญาณซื้อ-ขาย   ส่วนใหญ่จะนิยมใช้เส้น 4และ9วัน  9และ18วัน หรือ 5และ20วันเป็นต้น
สัญญาณจะเกิดขึ้นเมื่อตัดกันขึ้นซื้อ ตัดกันลงมาขาย 
การใช้เส้นค่าเฉลี่ย40วันเพื่อหาจุดซื้อ-ขายก็เป็นสัญญาณที่ดีอีกตัวหนึ่ง
และเนื่องจากเส้นค่าเฉลี่ยเป็นตัวหาแนวโน้ม ดังนั้นจะใช้ได้ดีก็ต่อเมื่อตลาดมีแนวโน้มชัดเจน
ตัวอย่างรูป เส้นค่าเฉลี่ย 40 วัน (sma40)











สามารถลากจากไหนก็ได้ชอบแบบที่ราคาเปิดปิด หรือ ชอบลากแบบใส้เทียน ใช้แบบไหนก็ได้ครับฝึกดูไปเรื่อยๆครับ แต่เมื่อหลุดแล้วไม่เป็นไปตามทิศทางที่เรามองมีทางเดียวเลยครับ ยอมตัดขาดทุนแล้วเริ่มครั้งใหม่ ไม่มีระบบไหนถูกทุกครั้งครับ ทุกระบบถูกเลือกมาให้ถูกมากกว่าผิด แต่ระบบทุกระบบก็ต้องการทำตามอย่างมีวินัยสูงด้วยเช่นกัน การมีวินัยจะช่วยให้การเสียหายขาดทุนน้อย แต่ถูกทางจะกำไรมากเสมอๆครับไม่เชื่อลองมีวินัยดูครับ....

ข้อสอง ระยะสั้น มีตัวpivot ที่ใช้ดูระยะ 15m ใช้ได้ดีในการเล่นหนึ่งวัน ส่วนระยะกลาง ระยะยาว ต้องลากมือเพื่อหาเป้าหมายหรือจะดูจาก แนวรับ แนวต้าน อดีตว่าเคยขึ้น ลงไปที่จุดไหนและอนาคตมักจะวิ่งที่พักตัวที่ระดับจุดที่อดีตเคยขึ้นมาถึง ลงมาถึงเช่นกันครับ

ข้อสาม ส่วนใหญ่น่ะครับ พอมีแนวโน้มขึ้นหมดรอบขึ้นแล้วมักจะเกิดคลอเคลีย(sideway)หรือพักตัวก่อน เสมอแล้วมีแนวโน้มครั้งต่อไป  เปรียบ เสมือนการวิ่งครับเมื่อเราวิ่งมานานเราเหนื่อยเราก็ต้องพักก่อน เมื่อพักเราก็หายเหนื่อย(สะสมแีรงนั่นเอง) พอหายเหนื่อยเราจึงวิ่งต่อ สรุปแล้วเกิดแนวโน้มครบหนึ่งรอบแล้วพักเพื่อสะสมแรงแล้วจึงวิ่งครั้งต่อไป ครับ ราคาการขึ้นลงของกราฟก็มีอารมณ์และความรู้สึกเหมือนเป็นสิ่งมีชีวิตเช่น เดียวกันครับ เป็นไปตามธรรมชาติทั้งนั่นครับ ขยันมอง ขยันสังเกตุและขยันมีวินัยครับ เดี๋ยวก็เก่งครับ  

เอารูปแบบต่างๆมาฝากจำไม่ได้แล้วเอามาจากเว็บไหน..



ฝึกให้ทานจนเป็นนิสัย ความโลภจากกำไรและควมโลภของการไม่กล้า stop loss จะหายไปเอง
ที่มา http://thailandinvestorclub.com/